“สหรัฐฯ” เอาจริง โบกมือลา “อนามัยโลก” อย่างเป็นทางการ ไม่สนยอด “โควิด” พุ่งไม่หยุด!

สื่อนอกเผย “สหรัฐฯ” เอาจริง โบกมือลา “อนามัยโลก” อย่างเป็นทางการ ไม่สนยอด “โควิด” พุ่งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่

สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 7 ก.ค.63 สหรัฐอเมริกาได้ส่งหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) แจ้งเรื่องการลาออกจากองค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างเป็นทางการ เริ่มต้นขั้นตอนการถอนตัวจากองค์กรระดับโลกท่ามกลางภาวะระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

 

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และคณะบริหาร กล่าวหาองค์การอนามัยโลกตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาและขู่ตัดความสัมพันธ์กับองค์การหลายต่อหลายครั้ง โดยทรัมป์ประกาศในช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่ารัฐบาลของเขาจะหยุดการระดมทุนให้แก่องค์การอนามัยโลก

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญและสมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคนวิจารณ์ว่า ทรัมป์กำลังพยายามโยนความผิดของตนที่รับมือกับโรค โควิด-19 ผิดพลาด และเป็นการแก้ไขปัญหาวิกฤตสาธารณสุขอย่างไม่สร้างสรรค์

ด้านบ็อบ เมเนนเดซ (Bob Menendez) วุฒิสมาชิกฝ่ายเดโมแครต ซึ่งเป็นสมาชิกคนสำคัญของคณะกรรมการวุฒิสภาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทวีตเมื่อวันอังคาร (7 ก.ค.) แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการกระทำของผู้นำสหรัฐฯ และชี้ว่าการกระทำเช่นนี้ไม่อาจปกป้องชีวิตและผลประโยชน์ของชาวอเมริกันได้ แต่จะทำให้ชาวอเมริกันล้มป่วยและโดดเดี่ยว

เว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลก รายงานว่า สหรัฐฯ จะสิ้นสุดสถานภาพสมาชิกขององค์การอนามัยโลกในวันที่ 6 ก.ค. 2021 และปัจจุบันสหรัฐฯ ยังค้างชำระเงินตามพันธสัญญาให้แก่องค์การมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.2 พันล้านบาท)

(แฟ้มภาพซินหัว: ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลกแถลงข่าว ในกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2020)

รายงานล่าสุดของมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ เผยว่ามีผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ในสหรัฐฯ มากกว่า 2.99 ล้านราย และมีผู้เสียชีวิตกว่า 131,000 ราย ซึ่งยอดทั้งสองล้วนสูงกว่าตัวเลขในประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ

อีกทั้งหลังจากมาตรการปลดล็อกถูกผ่อนปรนในบางรัฐ สหรัฐฯ ก็ต้องเผชิญหน้ากับการทำลายล้างอันเนื่องจากโรคโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม

“ขณะนี้เราตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีผู้ป่วยใหม่เฉลี่ยวันละประมาณ 20,000 ราย” แอนโธนี เฟาชี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐฯ กล่าวในการถ่ายทอดสดกับฟรานซิส คอลลินส์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพแห่งชาติเมื่อวันจันทร์ (7 ก.ค.) พร้อมเผยว่าสถานการณ์หลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการที่รัฐและเมืองต่างๆ พยายามกลับมาสู่ภาวะปกติในบางรูปแบบ ส่งผลให้ประเทศมียอดติดเชื้อเพิ่มขึ้นจนทำลายสถิติที่ผ่านมา

โดยเมื่อวันอังคาร (7 ก.ค.) แคลิฟอร์เนีย, ฮาวาย, มิสซูรี, มอนทานา, โอกลาโฮมา และเท็กซัสมียอดติดเชื้อใน 1 วันเพิ่มขึ้นทำลายสถิติ โดยเท็กซัสแห่งเดียวมียอดติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นรายวันกว่า 10,000 ราย ตามข้อมูลจากศูนย์บริการสุขภาพและบริการมนุษย์ของรัฐ

นอกจากนี้ ในระหว่างการแถลงข่าวประจำวันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 ก.ค.) ซิลเวสเตอร์ เทอร์เนอร์ นายกเทศมนตรีเมืองฮุสตัน กล่าวว่าโรงพยาบาลหลายแห่งกำลังมียอดผู้ป่วยเข้ารักษาที่เกี่ยวเนื่องกับโรคโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตือนว่าโรงพยาบาลฮุสตันอาจรองรับคนไข้ไม่ไหว หากการแพร่กระจายของไวรัสยังไม่อยู่ภายใต้การควบคุม

“หากเราจัดการกับไวรัสนี้ไม่ได้โดยเร็ว ในอีกราว 2 สัปดาห์ ระบบโรงพยาบาลของเราอาจเผชิญปัญหาที่ร้ายแรงมากๆ”  เทอร์เนอร์กล่าว

(แฟ้มภาพซินหัว : เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เคลื่อนย้ายศพของผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา วันที่ 6 เม.ย. 2020)

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่ารัฐ ฟลอริดามียอดผู้ติดเชื้อพุ่งทะยานทะลุ 10,000 รายต่อวัน และมียอดสะสมแตะ 200,000 ราย เมื่อวันอังคาร (7 ก.ค.) ห้องไอซียูของโรงพยาบาลราว 50 แห่งในฟลอริดารายงานว่ามีผู้ป่วยหนักเต็มอัตราที่จะรับได้แล้ว เนื่องจากผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในรัฐและทั่วประเทศเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยโรงพยาบาลอีกมากกว่า 300 แห่งก็ไม่มีพื้นที่เหลือแล้วเช่นกัน

ส่งผลให้หน่วยงานท้องถิ่นหันมาทบทวนแผนการเปิดเศรษฐกิจใหม่ และออกคำสั่งฉุกเฉินเพื่อปิดโรงยิม สถานที่จัดเลี้ยง และร้านอาหาร ยกเว้นสำหรับบริการซื้อกลับบ้านและการส่งเดลิเวอรี ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันพุธ (9 ก.ค.)

ขณะที่สถาบันเพื่อการวัดและประเมินผลสุขภาพ (IHME) แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตันจัดทำแบบจำลองการเสียชีวิตที่อ้างอิงในวงกว้าง และเปิดเผยวานนี้ว่ายอดเสียชีวิตในสหรัฐฯ อาจสูงถึง 208,000 คนภายในวันที่ 1 พ.ย. โดยคาดว่าการระบาดจะต่อเนื่องยาวไปถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วง

ดร. คริสโตเฟอร์ เมอร์เรย์ จากสถาบันข้างต้นกล่าวในแถลงการณ์ว่า “สหรัฐฯ ยังไม่ผ่านจุดสิ้นสุดของคลื่นการระบาดลูกแรกอย่างแท้จริง ทำให้เราไม่อาจรอดพ้นจากคลื่นลูกสองที่จะมาในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งจะส่งผลกระทบหนักเป็นพิเศษในหลายรัฐที่ตอนนี้มีการติดเชื้อระดับสูง”