คัด 23 หุ้น โบรกฯชี้งบฯ Q2/63 โตเด่นสวนโควิด-แถมอัพเป้าสูงน่าเก็บ!

คัด 23 หุ้น โบรกฯชี้งบฯ Q2/63 โตเด่นสวนโควิด-แถมอัพเป้าสูงน่าเก็บ!

ภาวะตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ มีความผันผวน เนื่องจากความกังวลที่มีต่อสถานการณ์ COVID-19 ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะไทยล่าสุด พบผู้ติดเชื้อในเขต กทม. และระยอง ซึ่งอาจเสี่ยงให้เกิดการระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอก 2 ได้ ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนระยะนี้โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ยังคงเน้นลงทุนหุ้นในกลุ่มที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวเป็นหลัก

ดังนั้นทีมข่าว “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงทำการสำรวจกลุ่มหุ้นโดยเน้นธีมผลการดำเนินงานไตรมาส 2/63 มานำเสนอและโบรกเกอร์ปรับราคาเป้าหมายขึ้นมานำเสนอ โดยคาดว่าในสัปดาห์นี้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์(SET) จะเริ่มประกาศงบไตรมาส 2/63 นำโดยหุ้นกลุ่มแบงก์  

สำหรับหุ้นที่โบรกเกอร์คาดว่าจะประกาศงบไตรมาส 2/63 โตเด่น และมีการปรับราคาเป้าหมาย อาทิ TOP,PTTGC,SPRC,SCC,BGRIM,CKP,CPF,TU,TASCO,STA,STGT,SPALI,PRM,PTL,AJ,STARK, CBG,DCC,SINGER,TFG,JMT, COM7,ORI ตามบทวิเคราะห์ระบุไว้ดังนี้

บล.กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุกลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy ได้แก่ (1.) กลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP, TOP, PTTGC, IRPC, SPRC, IVL) อานิสงส์ราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวขึ้น (2.) กลุ่มอาหาร (TU, CPF, GFPT, TFG, ASIAN) และกลุ่มอิเล็คฯ (KCE, DELTA, HANA, SVI) ได้อานิสงส์เงินบาทอ่อนค่าลง

(3.)กลุ่มที่คาดว่างบไตรมาส 2/63 จะเติบโตขึ้น ( TOP, PTTGC, SPRC, SCC, BGRIM, CKP, CPF, TU, TASCO, STA,STGT, SPALI, PRM, PTL, AJ, STARK, CBG)

โดย PTTGC (ซื้อ/เป้า 50) ผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว, คลาย lockdown ช่วยเพิ่มดีมานด์ทั้งฝั่งปิโตรฯและโรงกลั่น และยังได้เปรียบต้นทุนเพราะ PTTGC ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบราคาจะปรับขึ้นช้ากว่าคู่แข่งที่ใช้นาฟทาซึ่งราคาจะปรับขึ้นตามราคาน้ำมันทันที

ส่วน CPF (ซื้อ/เป้า 36.25) ได้ Sentiment บวกจากค่าเงินบาทอ่อนค่า ด้านผลประกอบการคาดมีกำไรปกติของ ไตรมาส 2/63 ที่ 5.6 พันล้านบาท (+38% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน, -10%เทียบไตรมาสก่อนหน้า) โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาหมูในเวียดนามที่สูงขึ้น 110% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 2%เทียบไตรมาสก่อนหน้า และไตรมาสนี้มี Stock gain (Biological gain) ใน ไตรมาส 2/63F จะอยู่ที่ราว 0.9 พันล้านบาท ช่วยหนุนกำไรสุทธิสู่ระดับ 6.6 พันล้านบาท (+58% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน, +6%เทียบไตรมาสก่อนหน้า)

 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง บทวิเคราะห์ระบุ  DCC (ปรับราคาเป้าหมายขึ้นสู่ 2.8 บาท) คาดกำไร ไตรมาส 2/63 เติบโตโดดเด่นสู่ระดับ 420 ล้านบาท (+14%เทียบไตรมาสก่อนหน้า, +103%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน) แรงหนุนจากยอดขายเพิ่ม, ต้นทุนพลังงานลดลง, และ สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี  DCC เป็นหุ้นปันผลดี คาด DCC ผสานอัตราเงินปันผลสูงถึง 5.6% เพื่อความน่าสนใจในการลงทุน

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง บทวิเคราะห์ระบุว่า SINGER (ปรับราคาเป้าหมายขึ้นสู่ 17.7 บาท) คาดกำไรไตรมาส 2/63 ที่ 120 ลบ. +129% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โตเท่าตัวสวนทาง COVID-19 และคาดกำไรจะเดินหน้าต่อใน 3Q-4Q63 แม้เป็นโลว์ซีซัน ที่ระดับ 100 ลบ./ไตรมาส จากการเติบโตของธุรกิจเช่าซื้อ และพอร์ตสินเชื่อ C4C

 

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส บทวิเคราะห์ระบุว่า SCC คาดกำไร ไตรมาส 2/63 ออกมาดี เป็น 9 พันล้านบาท เติบโต +28%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ +29%เทียบไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหนุน คือ 1) มาร์จิ้นปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น 2) มีเงินปันผลรับจากบริษัทร่วม 3) ผลประกอบการธุรกิจบรรจุภัณฑ์แข็งแกร่ง โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนที่ไม่รวมไทย 4) มีกำไรจากสต็อกปิโตรเคมี โดยประเมินไว้ที่ 434 ล้านบาท (จากไตรมาส1/63  ที่ขาดทุนสต็อก 1.11 พันล้านบาท) แต่ซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างยังซบเซาไตรมาส 3/63 ปิโตรฯยังแข็งแกร่ง แนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 417 บาท

 

บล.คันทรี่ กรุ๊ป บทวิเคราะห์ระบุว่า TFG แนะซื้อปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 5.95 บาท จากเดิม 4.7 บาท โดยเป็นการปรับไปใช้กำไรปี 21 ที่คาดว่า EPS จะเติบโตราว 14% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับการเข้าประชุมนักวิเคราะห์กับผู้บริหารมีมุมมองออกมาเป็นบวกแม้ผลประกอบการ ไตรมาส 2/63 อาจไม่สดใสมากนักคาดหดตัวราว 21%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไม่รวมผลค่าเงิน)

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าตลาดจะมองข้ามและให้น้ำหนักกับครึ่งปีหลังที่ราคาหมูและไก่จะ เริ่มปรับตัวดีขึ้นหนุนจากการคลาย Lock Down กอปรกับการส่งออกหมูและไก่ยังมี ปัจจัยบวกหนุนจาก (1) การระบาด ASF ในจีนและเวียดนามที่ยังคงดำเนินต่อ (2) การระบาด COVID-19 ในบราซิลและสหรัฐที่จำกัด Supply

 

บล.ทรีนีตี้ บทวิเคราะห์ระบุว่า แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 30 บาท/หุ้น JMT คาดกำไร ไตรมาส 2/63 ที่ 205 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1%เทียบไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังโตสูง 38%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

รายได้จากลูกหนี้ที่รับซื้ออาจลดลงเล็กน้อย หลังหนี้บางกองที่ใกล้ตัดต้นทุนหมด ส่วนผลกระทบจาก COVID-19 น้อย เนื่องจากการรับรู้รายได้ตามเกณฑ์คงค้าง คาดธุรกิจประกันกลับมาทำกำไรได้

แนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังสดใส จากผลบวกของหนี้บางกองที่ตัดต้นทุนหมดปรับสมมติฐานเงินลงทุนซื้อหนี้ขึ้นเป็น 4.5-5 พันล้านบาท (จากเดิม 3.5-4 พันล้านบาท) มองเด่นสุดในกลุ่ม AMC ให้ราคาเป้าหมายใหม่ 30 บาท แนะนำ “ซื้อ”

 

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) บทวิเคราะห์ระบุว่า COM7 ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 37.00 บาท อิง 2021E PER ที่ 31.6x (+1.25SD above 5-yr average) จากเดิม 18.00 บาท อิง 2020E PER ที่ 24.7x (5-yr average PER)

โดย rollover ไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2564 และ re-rate PER ขึ้น โดยมีมุมมองเป็นบวกมากขึ้นจากการประชุมนักวิเคราะห์วานนี้ (9 ก.ค.) จาก

1) กำไรไตรมาส 2/63E ลดลงน้อยกว่าที่ consensus คาดมาก จากความสามารถในการบริหารจัดการที่ดีในช่วงเกิดวิกฤต COVID-19 ทำให้เห็นโอกาสในการเพิ่มยอดขาย online อย่างมีนัยยะและการลดค่าใช้จ่ายพนักงานและปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร โดยประเมินกำไรปกติไตรมาส 2/63 ที่ 160 ล้านบาท (-46% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน, -44%เทียบไตรมาสก่อนหน้า),

2) รายได้ครึ่งปีหลัง 2563 จะกลับมาขยายตัวได้ตามเป้าเดิมที่ +10% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก SSSG ภายหลังการกลับมาเปิดสาขาในห้างนั้น เพิ่มขึ้นเป็น double digit growth ซึ่งสูงกว่า SSSG ในไตรมาส 1/63 ที่ +7% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ

3) คงเป้าขยายสาขาปี 2563 ที่ 168 แห่ง (เทียบกับปี 2562 ที่เปิด 141 แห่ง) ดังนั้นจึงปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2563/2564 ขึ้น +41%/+12% ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น และ outperform SET +30%/+72% ในช่วง 1 และ 3 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนผลการดำเนินงาน ไตรมาส 2/63 ที่จะดีกว่าคาดมาก

อย่างไรก็ตามได้ปรับคำแนะนำ ขึ้นเป็น “ซื้อ” จาก outlook ที่ยังดีต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง 2563 และ ปี 2564 จากการทยอยเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่น Flagship, การซื้ออุปกรณ์สินค้าไอทีเพื่อรองรับ 5G และสินค้า IoT ที่เกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งตลาดสินค้า IoT ในประเทศไทยมีการอัตราการขยายตัวที่สูงเฉลี่ยมากกว่าปีละ 27% ในช่วงปี 2018-30

 

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) บทวิเคราะห์ระบุว่า  ORI ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 7.70 บาท จากเดิม 7.30 บาท ยังอิง 2020E PER ที่ 7.8 เท่า (+0.5SD above 4-yr average PER)

โดยมีมุมมองเป็นบวกมากขึ้นจากการจัด Group conference call จาก 3 ประเด็นหลักดังนี้ 1) ยอด presales ไตรมาส 2/63 ยังทำได้ดีที่ 6.3 พันล้านบาท (+31%เทียบไตรมาสก่อนหน้า) และที่สำคัญ 90% ของ presales ใน ไตรมาส 2/63 สามารถโอนได้ในปี 2020 นี้, 2) กำไรปกติ ไตรมาส 2/63E จะดีกว่าที่และ consensus คาด โดยประเมินไว้ที่ 520 ล้านบาท (-10% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน, +25%เทียบไตรมาสก่อนหน้า) จากยอดโอนที่ดีขึ้นและ SG&A/Sales ที่ลดลง และ 3) Backlog ที่แข็งแกร่ง/สูงมาก

ณ ปัจจุบัน ORI มี backlog ราว 1.6 หมื่นล้านบาท (รวม JV) ซึ่งครอบคลุมยอดโอนที่จะรับรู้เป็นรายได้งวดไตรมาส2-ไตรมาส4/63 ที่ประเมิน + 65% ของเป้าหมายยอดโอนที่จะรับรู้เป็นรายได้ปี 2564 ส่งผลให้ปรับกำไรสุทธิ 2564/2563 ขึ้นจากเดิม +5%/+2%

ซึ่งกำไรปกติครึ่งหลังปี 2563 จะเติบโตโดดเด่น +38% เทียบครึ่งปีแรก 2563 ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นและ outperform SET +20% ในช่วง 3 เดือน จาก presales ไตรมาส 2/63 ยังทำได้ดี ซึ่งจะช่วยหนุนยอดโอนปีนี้เพิ่มขึ้นอีก ทั้งนี้ ยังคงแนะนำ “ซื้อ”

จากแนวโน้มกำไรที่จะดีขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 3/63-ไตรมาส 4/63 และกลับมาเติบโตได้ในปี 2564 โดยมีจุดเด่นจาก backlog ที่รอโอนในปี 2563 ครอบคลุมรายได้ที่ประเมินเกือบทั้งหมดแล้ว ด้านราคาหุ้นปัจจุบัน valuation ยังต่ำสุดในกลุ่มที่ 2563 PER ที่ 6.4 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 11 เท่า

 

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) บทวิเคราะห์ระบุว่า  STA คงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับราคาเป้าหมายเป็น 35.00 บาท อิง 2020E PER ที่ 14x (ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) จากเดิม 27.00 บาท (ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี)

โดยมีการปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 ขึ้น +30% เป็น 3.85 พันล้านบาท และปี 2564 ขึ้น +68% เป็น 3.91 พันล้านบาท เนื่องจากการปรับประมาณการกำไรของธุรกิจถุงมือยางของบริษัทลูก STGT เป็นหลักจาก

1) Demand ของถุงมือยางยังคงสูงต่อเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 เริ่มกลับมาระบาดรอบ 2 ในหลายประเทศ, 2) ราคาขายเฉลี่ยถุงมือยางปี 2020E ที่ปรับขึ้นเป็น 0.80 บาท/ชิ้น (+33% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน)  สูงกว่าที่เดิมคาดไว้ที่ 0.65 บาท, 3) gross profit margin ดีขึ้นจากการปรับเพิ่มสัดส่วนการผลิตถุงมือยางไนไตรล์ขึ้นเป็น 40-45% ของกำลังการผลิต (จากไตรมาส1/63 มีสัดส่วน 30%) และ 4) ธุรกิจยางธรรมชาติมีการแข่งขันที่ลดลงเนื่องจากคู่แข่งขันบางรายออกจากอุตสาหกรรมไปและการฟื้นตัวของความต้องการใช้จากประเทศจีน

ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น และ outperform SET +139% ใน 3 เดือนเพราะแนวโน้มความต้องการถุงมือยางที่ดี โดยยังแนะนำ “ซื้อ” ปัจจุบัน STA เทรดที่ 2020E PER ที่ 11x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 14x โดยมี key catalyst คือ ความต้องการถุงมือยางที่ดีต่อเนื่องจาก COVID-19 ที่ยังรุนแรงในต่างประเทศ

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

คำค้น