ใหญ่และอันตรายเกินไป

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาคองเกรสสหรัฐฯ ได้เรียกผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ 4 ราย คือ เฟซบุ๊ก อเมซอน กูเกิล และแอปเปิลมาซัก หลังจากที่กระแสสังคมเริ่มมีความรู้สึกว่า  บริษัทเหล่านี้กำลังมีอิทธิพลมากเกินไป

พลวัตปี 2020 : ฐปนี แก้วแดง (แทน)

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาคองเกรสสหรัฐฯ ได้เรียกผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ 4 ราย คือ เฟซบุ๊ก อเมซอน กูเกิล และแอปเปิลมาซัก หลังจากที่กระแสสังคมเริ่มมีความรู้สึกว่า บริษัทเหล่านี้กำลังมีอิทธิพลมากเกินไป

การซักฟอกผู้บริหารเหล่านี้มีขึ้นในขณะที่รัฐสภาสหรัฐฯ กำลังพิจารณาออกระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นและกำลังตรวจสอบเรื่องการแข่งขัน และมีเสียงวิจารณ์จำนวนหนึ่งที่ต้องการให้บริษัทเหล่านี้เล็กลง

ตามปกติแล้วสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ไม่ค่อยจะมีประเด็นที่เห็นพ้องต้องกันเลยเป็นส่วนใหญ่ แต่ในประเด็นนี้ ทั้งสองพรรคค่อนข้างเห็นไปในทางเดียวกันว่าถึงเวลาต้องควบคุมความยิ่งใหญ่ของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีเหล่านี้แล้ว

พรรคเดโมแครตต้องการกดดันเกี่ยวกับเรื่องการแข่งขัน ในขณะที่พรรครีพับลิกันมีความกังวลเกี่ยวกับวิธีการบริหารข้อมูลและการให้ความสำคัญต่อความเห็นในเชิงอนุรักษ์นิยม

มีการกล่าวหากูเกิลเรื่องการครองตลาดโฆษณา และขโมยคอนเทนต์ที่สร้างขึ้นโดยบริษัทที่เล็กกว่า อย่างเช่น Yelp เพื่อรักษาผู้ใช้บนเว็บเพจของตนเอง ส่วนอเมซอนถูกกล่าวหาเรื่องการปฏิบัติต่อผู้ขายสินค้าบนเว็บไซต์และมีผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะเป็นทั้งเจ้าบ้านให้คนมาขายสินค้า แต่ในขณะเดียวกันก็ขายสินค้าที่เหมือนกันแข่ง ขณะที่เฟซบุ๊กโดนเรื่องการเข้าถือสิทธิ์ในบริษัทคู่แข่งอย่างอินสตาแกรม และแอปเปิลถูกซักเรื่องตลาดแอปพลิเคชัน และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับแอปสโตร์ที่มีเสียงวิจารณ์ว่าให้ความสำคัญกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์บางคน

อย่างไรก็ดี ซีอีโอของ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ก็มีเหตุผลมาแก้ต่างมากมายและปกป้องบริษัทของตนเองได้เป็นอย่างดีโดยทั้ง 4 คนยืนกรานว่าไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย บริษัทของพวกเขายังได้ให้ความสำคัญต่อรากเหง้าของคนอเมริกันและคุณค่าของบริษัท นอกจากนี้ยังทำให้เกิดนวัตกรรมและสินค้าของพวกเขาให้ความช่วยเหลือแก่บริษัทขนาดเล็ก และยังช่วยสร้างงานเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็โอดครวญว่า พวกเขาเองก็ยังเปราะบางต่อการแข่งขันจากบริษัทหน้าใหม่ ๆโดยเฉพาะจากจีน

ซันดาร์ พิชัย ซีอีโอ กูเกิล แก้ต่างว่ากูเกิลก็มีมาตรฐานสูงสุดของตัวเอง ส่วนเจฟฟ์ เบซอส ปฏิเสธในประเด็นที่ว่าการมีหลายบทบาทของอเมซอนทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน และบอกว่า โลกต้องการบริษัทใหญ่ แต่ยอมรับว่าบริษัทกำลังทบทวนเกี่ยวกับการบริการข้อมูลยอดขายของผู้ขายบนเว็บไซต์ แม้อเมซอนมีกฎที่ห้ามพนักงานดูข้อมูลยอดขายของบริษัทอื่น แต่ยอมรับว่า อาจเป็นไปได้ที่พนักงานอาจฝ่าฝืนนโยบาย

ด้านทิม คุ๊ก ซีอีโอแอปเปิล บอกว่า แอปเปิลเป็นบริษัทอเมริกันที่มีเอกลักษณ์ที่ความสำเร็จของบริษัทเป็นไปได้เฉพาะในประเทศอเมริกาเท่านั้น และยังได้อ้างถึงการจ้างงานที่บริษัทได้ช่วยสร้างขึ้น ในขณะเดียวกันก็ชี้ว่า บรรยากาศทางธุรกิจของธุรกิจสมาร์ตโฟน มีการแข่งขันเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดเหมือนการต่อสู้บนท้องถนน

ส่วนมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอเฟซบุ๊ก ยอมรับว่า เขาเคยมองว่าอินสตาแกรมเป็นตัวคุกคามเฟซบุ๊ก แต่ข้อตกลงนี้ก็ได้รับอนุมติจากคณะกรรมการการค้าของรัฐบาลกลางแล้ว และยังช่วยให้อินสตาแกรมเติบโตขึ้น ในขณะเดียวกันซักเคอร์เบิร์กยังอ้างว่า เฟซบุ๊กก็ต้องเจอการแข่งขันจากคู่แข่งมากมายที่ขายโฆษณาและเชื่อมต่อผู้คนเหมือนกับเฟซบุ๊ก ทั้งในประเทศและทั่วโลกและยังได้เตือนถึงการแข่งขันจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากจีนที่สร้างแพลตฟอร์มของตนเองและส่งออกไปยังประเทศอื่น โดยได้เรียกร้องให้ออกกฎหมายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อหาที่เป็นอันตรายบนโซเชียลมีเดีย และความเป็นส่วนตัว

แม้ว่าบรรยากาศการซักฟอกจะดุเดือดและเข้มข้นและถือเป็นการไต่สวนที่ใหญ่สุดนับตั้งแต่บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ถูกซักฟอกเมื่อ 2541 แต่นักวิเคราะห์มองว่า สภาคองเกรสไม่น่าจะออกกฎหมายใหม่ที่จะบีบบริษัทเทคโนโลยีให้ทำการเปลี่ยนแปลงได้ โดยมองว่า น่าจะมีการแก้ไขกฎหมายเพียงเพื่อจำกัดความสามารถของบริษัทเหล่านี้ในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของการเก็บภาษีที่สูงขึ้นหรือการออกระเบียบใหม่ที่คำนึงถึงการกระจุกตัวของตลาดเท่านั้น

หนึ่งวันหลังจากที่ซีอีโอทั้งสี่คนถูกซักในสภา ผลประกอบการของทั้งสี่บริษัทได้แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ไวรัสโคโรนา ก็ไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้

อเมซอนมีกำไรในช่วงไตรมาสสอง 5,200 ล้านดอลลาร์ มากสุดนับตั้งแต่บริษัทเริ่มกิจการในปี 2537 โดยยอดขายเพิ่มขึ้น 40% เป็น 88,900 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าโตอย่างแข็งแกร่งสุดในรอบหลายปีเมื่อเทียบปีต่อปี

ส่วนแอปเปิล มีรายได้ในช่วงไตรมาสสองเพิ่มขึ้น 11% เป็น 59,700 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับไตรมาสสองของปีที่ผ่านมา และมีกำไร 11,250 ล้านดอลลาร์ จาก 10,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ด้านเฟซบุ๊ก มีรายได้ในช่วงไตรมาสสองเพิ่มขึ้น 11% แม้ว่าจะน้อยกว่าไตรมาสอื่น ๆ แต่ยังมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาด เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กยังคงหันมาโฆษณาบนเฟซบุ๊ก ซึ่งทำให้กำไรสูงเกือบ 5,200 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้เฟซบุ๊กยังมีผู้ใช้มากขึ้นเป็น 2,400 ล้านคน โดยมีผู้ใช้เฟซบุ๊กต่อวันเกือบ 1,790 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่แอปพลิเคชันอื่น ๆ ซึ่งรวมถึง อินสตาแกรมและวอทส์แอป ก็มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15% ในเดือนมิถุนายน

อัลฟาเบต บริษัทแม่ของกูเกิลและและยูทูป แม้จะมีกำไรน้อยสุดในบรรดา 4 บริษัท แต่รายได้ในช่วงไตรมาสสองก็ยังมีมูลค่าถึง 38,300 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากปีก่อนหน้าเพียง 2% เท่านั้น

นับตั้งแต่วันที่ถูกซักฟอกในวันพุธที่ผ่านมาจนถึงต้นสัปดาห์นี้ หุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านี้ก็ยังดีดตัวแรงและเป็นปัจจัยหนุนสำคัญให้ตลาดสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น   นั่นแสดงให้เห็นว่า ต่อให้บริษัทเหล่านี้มีอิทธิพลยิ่งใหญ่และเป็นอันตรายขนาดไหน มันก็ยังเป็นหุ้นยอดฮิตของนักลงทุน ตราบเท่าที่ยังสามารถทำกำไรมหาศาล