TEGH ตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 10% รับออเดอร์ “ยางแท่ง” พุ่ง ดันยอดขายเฉียด 3 แสนตัน

TEGH มองแนวโน้มปี 69 กลับมาฟื้นตัว รับออเดอร์ทะลักต่อเนื่อง ตั้งเป้าปริมาณขาย “ยางแท่ง” แตะ 280,000-300,000 แสนตัน ดันรายได้ปี 69 โต 10% เดินหน้าแผน Spin-Off “TEBP” เข้าตลาด mai ภายในปีนี้ เสริมแกร่งฐานะการเงิน


นายวงศ์กฤษณ์ เจียมศรีพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์องค์กร บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ในปี 2569 เติบโต 10% อยู่ที่ประมาณ 23,000 ล้านบาท โดยแนวโน้มผลประกอบการยังโดดเด่นในช่วงครึ่งปีแรก จากคำสั่งซื้อที่เร่งตัวต่อเนื่องจากลูกค้าในตลาดหลัก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทอาจเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะนโยบายการค้าของสหรัฐฯ หรือ “Trump Effect” ซึ่งกระตุ้นให้ลูกค้าเร่งนำเข้าสินค้าก่อนการปรับขึ้นภาษี ส่งผลให้เกิดภาวะสินค้าคงคลังสูง และอาจกดดันอัตรากำไรในไตรมาสถัดไป

ทั้งนี้ ยอดขายยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการในตลาดจีน อินเดีย สหรัฐฯ และยุโรปที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยบริษัทตั้งเป้าปริมาณการขายยางแท่งในปี 2569 ไว้ที่ 280,000–300,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 260,000 ตัน

นอกจากนี้ TEGH อยู่ระหว่างติดตั้งเตาอบยางเพิ่มเติมอีก 1 ตัว ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตราว 35,000 ตันต่อปี ส่งผลให้กำลังการผลิตสูงสุดต่อไตรมาสอยู่ที่ประมาณ 65,000–72,000 ตัน โดยสัดส่วนรายได้จากตลาดต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 60% และตลาดในประเทศ 40%

ในเชิงกลยุทธ์ บริษัทปรับแนวทางจากการแข่งขันด้านปริมาณ มุ่งสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านสินค้ายางพาราที่สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืน โดยปัจจุบันยอดขายยางที่รองรับมาตรฐาน EUDR ของยุโรป

ขณะเดียวกัน บริษัทได้เปิดตัวยางแท่ง Carbon Neutral Block Rubber ซึ่งนับเป็นรายแรกของโลก เพื่อรองรับมาตรการ CBAM ของยุโรป และตอบโจทย์ผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ที่ต้องการลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน โดยการลงทุนด้านความยั่งยืนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ต้นทุนการผลิตไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มลงทุน

ด้านธุรกิจน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นธุรกิจระดับกลางน้ำ เริ่มเห็นการฟื้นตัวของผลประกอบการ หลังจากบริษัทลงทุนปรับปรุงเครื่องจักรหลักในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ช่วยเพิ่มอัตราการสกัด ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต และควบคุมคุณภาพ โดยเฉพาะการลดค่าความเป็นกรด ซึ่งเคยเป็นปัจจัยกดดันราคาในอดีต

นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างยกระดับธุรกิจปาล์มสู่ตลาดมูลค่าสูง ผ่านมาตรฐาน ISCC โดยนำของเสียจากกระบวนการผลิตไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) ซึ่งให้ราคาสูงกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป พร้อมกันนี้ยังนำของเสีย เช่น ทลายปาล์มเปล่า มาใช้ผลิตไฟฟ้าใช้ภายในโรงงาน เพื่อลดต้นทุนพลังงาน

ด้านการบริหารต้นทุน บริษัทตั้งเป้าก้าวสู่ Carbon Neutral Supply Chain ภายใน 4–5 ปีข้างหน้า ผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียน ทั้งโซลาร์เซลล์ ก๊าซชีวภาพ และเชื้อเพลิงชีวมวล ควบคู่กับการนำระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยลดต้นทุนแรงงาน พร้อมบริหารความเสี่ยงค่าเงินบาทด้วยการทำสัญญา Forward เพื่อล็อกอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าประมาณ 2 เดือน

สำหรับโครงสร้างรายได้ ปัจจุบันบริษัทยังพึ่งพาธุรกิจยางพาราเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80–85% รองลงมาคือธุรกิจปาล์มราว 10% และธุรกิจพลังงานประมาณ 1% โดยบริษัทมีกำหนดประกาศผลการดำเนินงานปี 2568 ในวันที่ 27 มกราคม 2569

Back to top button