โอกาสหุ้นอินฟราสตรักเจอร์

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับบริษัทจดทะเบียน ด้วยการยกเลิกเกณฑ์รับหุ้นสามัญด้วยมูลค่าหุ้นตามราคาตลาด (Market Capitalization) แต่เพิ่มเกณฑ์รับหุ้นสามัญสำหรับบริษัทที่มีการประกอบธุรกิจสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (Infrastructure Company) ที่มีมูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เริ่มมีผลตั้งแต่ 17 ส.ค. 63 เป็นต้นไป

พลวัตปี 2020 : สุภชัย ปกป้อง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับบริษัทจดทะเบียน ด้วยการยกเลิกเกณฑ์รับหุ้นสามัญด้วยมูลค่าหุ้นตามราคาตลาด (Market Capitalization) แต่เพิ่มเกณฑ์รับหุ้นสามัญสำหรับบริษัทที่มีการประกอบธุรกิจสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (Infrastructure Company) ที่มีมูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เริ่มมีผลตั้งแต่ 17 ส.ค. 63 เป็นต้นไป

นิยาม “หุ้นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน” ที่ว่าด้วยหุ้นที่เกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างหรือระบบให้บริการ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม คือ ระบบผลิตและจ่ายพลังงานไฟฟ้า, ระบบการประปา ระบบบริหารจัดการน้ำ ระบบการส่งน้ำหรือการชลประทาน, ระบบขนส่งภาคพื้นดินเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง ท่าเรือ สนามบิน, ระบบสื่อสารโทรคมนาคม, ระบบควบคุมและป้องกันมลภาวะ, ระบบป้องกันภัยธรรมชาติ รวมถึงระบบเตือนภัยและระบบการจัดการเพื่อลดความรุนแรงของภัยธรรมชาติ, พลังงานทางเลือก (ตามเงื่อนไขว่าด้วยการจัดตั้งและจัดการกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน)

หลักเกณฑ์ใหม่ดังกล่าว ทำให้บริษัทขนาดเล็ก สามารถระดมทุนได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอให้มีผลประกอบการ 3 ปี หรือมีกำไร เพื่อนำเงินที่ได้ไปใช้ลงทุนกับกิจการ, ลดความเสี่ยงด้านการเงินของบริษัท สร้างความน่าเชื่อถือในการบริหารจัดการกิจการโครงสร้างพื้นฐาน, เป็นการสนับสนุนโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม, เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อผลตอบแทนในอนาคต

ในแง่ “บริษัทจดทะเบียน” ตลาด mai คือ แหล่งเงินทุนระยะยาวที่ปราศจากภาระดอกเบี้ย, การเพิ่มช่องทางระดมทุนเพื่อช่วยในการบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ, การเสริมสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่บริษัท, สร้างความภักดี และผลตอบแทนที่ดีให้แก่พนักงาน, การสร้างความรับผิดชอบและการบริหารงานแบบมืออาชีพ และการดำรงอยู่ของธุรกิจในระยะยาว

สำหรับ “ผู้ถือหุ้น” นั่นคือการเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ถือหุ้น มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ ที่ถือไว้เป็นเงินสดได้ง่ายและสะดวก, การลดภาระค้ำประกันของผู้ถือหุ้นและกรรมการ ผู้ถือหุ้นสามารถนำไปเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินได้หรือเพื่อใช้ลดการค้ำประกันการกู้ยืมเงินที่ทำไว้ก่อนการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนและเข้าจดทะเบียนในตลาด mai ได้ และการได้รับยกเว้นภาษีกำไรจากการขายหุ้นด้วยเช่นกัน

การปฏิรูปกฎเกณฑ์ (Regulatory Reform) ครั้งนี้ มีโอกาสทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องเข้าจดทะเบียนในตลาด mai มากขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทางเลือก เนื่องจากที่ผ่านมา เกณฑ์ดังกล่าวบังคับใช้เฉพาะการรับเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ทำให้ปิดโอกาสของบริษัทขนาดกลาง-เล็ก ในการใช้ประโยชน์จากใบอนุญาตประกอบธุรกิจด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (Infrastructure Company) เพื่อการต่อยอดการลงทุน

นั่นจึงทำให้หลายบริษัทจึงเข้าถึงแหล่งเงินด้วยต้นทุนสูง จนเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน หรือไม่เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนด้วยตนเอง ทางเลือกสุดท้ายหนีไม่พ้นการขายใบอนุญาตหรือการถูกเทกโอเวอร์ไปในที่สุด

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนการปฏิรูปเกณฑ์ใหม่ครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี นั่นคือ ความชัดเจนของนโยบายรัฐเรื่องการลงทุนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน หลายครั้งที่ผ่านมาไม่เกิดการสานต่อนโยบายอย่างแท้จริง ที่เห็นเฉพาะหน้าตอนนี้คือ “โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก” โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าชุมชนแบบเร่งด่วน (Quick win) จำนวน 100 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าชุมชนแบบทั่วไป จำนวน 600 เมกะวัตต์ มาถึงวันนี้ยังไร้ความชัดเจน..!!!

ด้วยความที่ “หุ้นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน” ผูกติดกับเงื่อนไขนโยบายภาครัฐ ดังนั้นหากนโยบายรัฐไม่ชัดเจน จึงเป็นที่น่าเสียดายว่า การปฏิรูปเกณฑ์เข้าตลาด mai ครั้งนี้ อาจเป็นเรื่อง “เสียเวลาเปล่า” หรือ “เสียของ” ไป เช่นเดียวกับนักลงทุนที่ต้อง “อารมณ์ค้าง” กันต่อไป