(เรือ) มุดโคลนเพื่อความมั่นคง

เรือดำน้ำของกองทัพเรือจะได้ไปต่อหรือถูกจมลงเสียก่อนกลายเป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” ระคนกันไปด้วยเรื่องตลกชวนหัวมากมาย

ขี่พายุทะลุฟ้า : ชาญชัย สงวนวงศ์

เรือดำน้ำของกองทัพเรือจะได้ไปต่อหรือถูกจมลงเสียก่อนกลายเป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” ระคนกันไปด้วยเรื่องตลกชวนหัวมากมาย

บางเรื่องก็ถึงกับอึ้งพูดไม่ออก อาทิ ผู้แทนกองทัพเรือที่ไปชี้แจงต่ออนุกรรมาธิการสภาฯ ระบุถึงผลประโยชน์ทางทะเลที่กองทัพเรือต้องดูแลคิดเป็นตัวเงินมากถึง 24 ล้านล้านบาท

การใช้เงินซื้อเรือดำน้ำลำดับที่ 2-3 ราคา 22,500 ล้านบาท เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ของชาติทางทะเลก็คิดเป็นร้อยละ 0.095 เท่านั้น

ไม่รู้วิธีคำนวณของทหารเรือเหมือนกันนะ เพราะตัวเลขผลประโยชน์ชาติทางทะเล 24 ล้านล้านบาท นี่มันมากกว่า GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติที่ 17 ล้านล้านบาท เสียอีก และหากจะคิดเทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็เท่ากับ 8 ปี งบประมาณเลยทีเดียว

ตัวเลขดูน่าทึ่งแต่ไม่น่าเชื่อถือดีแท้!

การอ้างมีเรือดำน้ำไว้เพื่อคุ้มครอง หรือต่อรองทางผลประโยชน์ก็ว่ากันไป แต่การอ้างมีเรือดำน้ำเพื่อให้เพื่อนบ้าน “เกรงใจ”  นี่ก็ออกแนวตลกไปเลย

โลกโซเชียลเอามาแซวกันขำขัน ดังเช่นมีคลิปหนึ่ง บรรยายพร้อมภาพประกอบว่า “เรือดำน้ำ” งบหมื่นล้าน “รถถัง” งบเกือบหมื่นล้าน “เฮลิคอปเตอร์” งบพันล้าน แต่ “น้ำท่วม” ขอบริจาค

ดำริในเรื่องการซื้อเรือดำน้ำมีมาตั้งแต่ยุคปลายทักษิณราวปี 2548-49 แล้วละ เพิ่งจะมาประสบผลสำเร็จเอาในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังยึดอำนาจปี 2557 มานี่แหละ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 เคยทรงมีพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2550 สมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ  เกี่ยวกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไม่ว่า ทบ. ทอ. ทร. และเรือดำน้ำซึ่งควรน้อมรับเอาไว้เหนือเกล้าฯ และยึดถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดยิ่ง

พระองค์ทรงเห็นว่า ระหว่าง “เรือดำน้ำ” กับ “เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง”  ควรเลือกเรือดูแลใกล้ฝั่งดีกว่า แต่ก็ยังมีจำนวนน้อยไม่เพียงพอ และควรสร้างให้มีขนาดใหญ่มากกว่านี้

พระราชดำรัสเรื่องเรือดำน้ำอันทรงคุณค่ายิ่ง

“เรือที่เขาจะทำ เรือดำน้ำ เรือดำน้ำดำลงไป ไปปักเลนเลย เรือแล่น ๆ ไปดำน้ำไม่พอ ใครมาเครื่องบิน เห็นแจ๋วเลย ต้องไปจมเลนถึงจะไม่เห็น”

ครับ ในหลวง ร.9 ทรงมีพระปรีชาญาณและทรงพระเมตตายิ่ง เพราะทะเลฝั่งอ่าวไทยของเรามีความลึกเฉลี่ย 25-45 เมตร แต่ระยะปลอดภัยของเรือดำน้ำที่เครื่องบินพิฆาตมองไม่เห็นคือ 60 เมตร ฉะนั้นจะดำเกินท้องน้ำก็ต้องจมเลนจมโคลนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จะซื้อเรือดำน้ำมูลค่า 3 หมื่นกว่าล้านบาทมามุดเลนมุดโคลนไปทำไม

หากจะบอกว่าทะเลด้านอ่าวไทยตื้นก็เอาเรือดำน้ำไปปฏิบัติการด้านอันดามันก็ได้มันก็คงจะเป็นเรื่อง “ดูตลก”  ไปหน่อยเพราะมีกองเรือดำน้ำไว้ปฏิบัติการเพียงชายฝั่งทะเลด้านเดียว

ไม่สมกับราคาคุยที่จะคุ้มครองผลประโยชน์ชาติทางทะเลถึง 24 ล้านล้านบาท

เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีเจริญมาก มีโดรนทำลายเรือดำน้ำราคาแค่หลัก 100 ล้านบาทก็ทำลายเรือดำน้ำลำหนึ่งเป็นหมื่นล้านบาทได้แล้ว

ควรมุ่งการพัฒนา “โดรน” เพื่อใช้ในกิจการกองทัพอย่างหลากหลายจะดีกว่าการซื้ออาวุธใหญ่เทอะทะที่อีก 4-5 ปีข้างหน้าก็จะตกยุคตกรุ่นกลายเป็นเศษเหล็กโบราณ

กระแสข่าวไม่สู้จะดีนักว่าจะต้องซื้อเรือดำน้ำให้ครบ 3 ลำให้ได้ เพราะ นายหน้าจัดซื้อก็เป็นคนในคอนเนคชั่น “พี่ใหญ่”  แห่งโรงเรียนนักบุญอีกแล้ว

ทหารใหญ่ยังไงก็เป็นทหาร มิติความมั่นคงเห็นแต่ด้านอาวุธ มองไม่ทะลุมิติว่าเศรษฐกิจก็เป็นความมั่นคงเหมือนกันด้วย

ยิ่งมีวาระซ่อนเร้น “ผลประโยชน์” ยิ่งเป็นเรื่องสามานย์