เสียรังวัด!

*อาการหัวสั่นหัวคอนของดัชนีที่เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะแสดงถึงความวิตกกังวลในหลายเรื่องเริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้ง จึงทำให้นักลงทุนเร่งขายหุ้นเพื่อตัดขาดทุนออกมาอีกระลอก ส่งผลให้ดัชนีร่วงหล่นลงมาปิดที่ระดับ 1,279.96 จุด ลบไป 10.93 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.41 หมื่นล้านบาท มันทำให้ภาพรวมของหุ้นดูไม่จืดเลยล่ะค่ะ

เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*อาการหัวสั่นหัวคอนของดัชนีที่เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะแสดงถึงความวิตกกังวลในหลายเรื่องเริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้ง จึงทำให้นักลงทุนเร่งขายหุ้นเพื่อตัดขาดทุนออกมาอีกระลอก ส่งผลให้ดัชนีร่วงหล่นลงมาปิดที่ระดับ 1,279.96 จุด ลบไป 10.93 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.41 หมื่นล้านบาท มันทำให้ภาพรวมของหุ้นดูไม่จืดเลยล่ะค่ะ

*ยิ่งดัชนีไหลลงจนหลุดแนวรับสำคัญบริเวณ 1,290 จุดไปไกลมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งสร้างแรงกดดันให้กับนักเล่นมากขึ้นเท่านั้น เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า เมื่อตีเส้นกราฟเทคนิคพาดผ่านจุดต่ำสุดที่ลงมาในแต่ละรอบ ก็ทำให้รู้ว่า ดัชนีมีโอกาสลงไปถึงระดับ 1,250 จุดค่อนข้างสูง “โมนิก้า” เลยมีอาการเซ็งเป็ดเมื่อเห็นแนวรับสำคัญถูกถล่มแบบง่ายดาย พร้อมกับทำลายความหวังของเดี๊ยนที่เชื่อว่า ทุกอย่างจะดีขึ้นนะซี

*ฉะนั้น จึงขอย้ำถึงการที่ดัชนีลงมายืนปิดที่ระดับ 1,279.96 จุด ลบไป 10.93 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขาย 4.41 หมื่นล้านบาท ย่อมเป็นเรื่องระเหี่ยใจอย่างไม่ต้องสงสัย ผนวกกับมีเรื่องโควิดระบาดรอบสองเข้ามาเกี่ยวข้องอีก ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูย่ำแย่กว่าที่เป็นอยู่ “โมนิก้า” ถึงต้องทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นแบบเต็มใจ เพราะความกังวลเรื่องไวรัสมรณะมันเขย่าประสาทมากเหลือเกินพะยะค่ะ

*ประเด็นดังกล่าวทำให้ STGT บวกสวนภาวะตลาดหุ้นแดงเถือกขึ้นมาปิดที่ 68.25 บาท บวกไป 1.50 บาท หรือขึ้นไป 2.25% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.87 พันล้านบาท ก็เป็นเรื่องที่พอทำความเข้าใจได้ว่า มันเป็นสถานการณ์ที่เอื้อให้กับหุ้นตัวนี้เต็ม ๆ ผนวกกับหุ้นเพิ่งเด้งอย่างจริงจังวันแรก “โมนิก้า” เลยมองว่า หุ้นมีโอกาสไปต่อค่อนข้างสูง และเป็นเกมสำหรับการเล่นเร็วพะยะค่ะ

*คล้ายกับกรณีของหุ้นไฟฟ้าตัวท็อปของตลาดหุ้นอย่าง GPSC ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเล่นเที่ยวนี้ เพราะราคาเป้าหมายที่บรรดาเกจิอาจารย์ดังมองไว้อยู่แถว ๆ 100 อัพ “โมนิก้า” ถึงอยากให้แฟนคลับประเมินราคาปิดที่ 64 บาท บวกไป 1 บาท หรือขึ้นไป 1.60% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 835 ล้านบาท ยังมีแก๊ปให้หุ้นวิ่งในระหว่างที่หุ้นโรยตัวลงมาเรื่อย ๆ จริงไหม ?..ลองไปคิดกันดูนะจ๊ะ

*เช่นเดียวกับในรายของ BGC ทะยานขึ้นมาปิดที่ระดับ 12.40 บาท บวกไป 1 บาท หรือขึ้นไป 8.75% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 236 ล้านบาท ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ยังสามารถประคองตัวฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้ด้วยดี ส่งผลให้กลุ่มนักนักเล่นกระเป๋าหนักกระโจนใส่หุ้นมือเป็นระวิง จนหลายคนแสดงความเชื่อมั่นว่า หุ้นน่าจะไปต่อวย ๆ แต่เผอิญข้อมูลสถิติดันฟ้องว่า “มาเร็ว เคลมเร็ว” เลยอยากให้คุณ ๆ ท่าน ๆ ลองพิจารณากันดูอีกทีนะคะ

*เรื่องดังกล่าวทำให้ “โมนิก้า” ต้องเชื่อมโยงเรื่องดังกล่าวเข้ากับสถานการณ์ของหุ้น TTCL หลังราคาหุ้นพยายามดีดตัวขึ้นอีกรอบ จนขึ้นไปแตะราคาสูงสุดของวันที่ระดับ 4.66 บาท แต่สุดท้ายไม่อาจต้านทานบรรยากาศที่บีบรัดตัวได้ จึงทรุดตัวลงมาปิดที่ 4.26 บาท บวกไป 0.14 บาท หรือขึ้นไป 3.40% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 222 ล้านบาท เดี๊ยนเม้าท์ได้ทันทีว่า นี่เป็นเกมที่รอบรรยากาศเป็นใจสถานเดียว เมื่อนั้นจะเห็นราคาหุ้นพุ่งขึ้นแรงอีกครั้งเจ้าค่ะ

*เม้าท์ถึงเรื่องบรรยากาศขึ้นมาทั้งที “โมนิก้า” ย่อมมองไปที่หุ้นสุดโปรดอย่างเช่น DOD กันอีกสักหน่อย เพราะสตอรี่ของหุ้นตัวนี้ต้องดูยาว ๆ ไม่สามารถฟันธงในทันทีว่า หมดรอบ ! เพราะเมื่อดูทิศทางของหุ้นแบบละเอียดจะเห็นว่า สัญญาณเทคนิคทุกตัวยกฐานสูงขึ้น บวกกับตัวธุรกิจก็อยู่ในทิศทางที่ดี เดี๊ยนถึงมองการลงมาปิดที่ 9.10 บาท ลบไป 0.35 บาท หรือลงไป 3.70% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 197 ล้านบาท น่าจะเป็นโอกาสของการเก็บของเข้าพอร์ต..จริงหรือไม่ ลองไปคิดกันดูนะคะ

*ในเมื่อมีเรื่องต้องคิด “โมนิก้า” จึงอยากให้แฟนคลับเปิดใจดูการทำธุรกิจของ JMART มีทิศทางที่เติบโตทุกไตรมาสใช่ไหม ? รวมทั้งการประกาศเพิ่มทุนเที่ยวนี้เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจในอนาคตใช่ไหม ? เดี๊ยนถึงอยากให้พี่ป้าน้าอาลองหาคำตอบของเรื่องนี้ด้วยตัวเองออกมา ใช่ไหม ! เพราะนั่นเป็นตัวชี้ว่า การร่วงหล่นลงมาปิดที่ 13.40 บาท ลบไป 2 บาท หรือลงไป 13% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.07 พันล้านบาท คือโอกาสของการเก็บหุ้นเข้าพอร์ตใช่ไหม !..เดี๊ยนคงเม้าท์เรื่องจริงได้เพียงแค่นี้ เดี๋ยวเขาจะหาว่า ไม่เก็บอาการเลยนะคุณแม่ !