สรุปภาวะตลาดต่างประเทศ ประจำวันที่ 14 ก.ย. 63

สรุปภาวะตลาดต่างประเทศ ประจำวันที่ 14 ก.ย. 63

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (14 ก.ย.) ขานรับความคืบหน้าในการผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 และข่าวการควบรวมกิจการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งรวมถึงข่าวบริษัทไบต์แดนซ์ (ByteDance) ตกลงขายกิจการ TikTok ในสหรัฐให้กับบริษัทออราเคิล นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนช้อนซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังราคาหุ้นกลุ่มดังกล่าวร่วงลงอย่างหนักเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,993.33 จุด เพิ่มขึ้น 327.69 จุด หรือ +1.18% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,383.54 จุด เพิ่มขึ้น 42.57 จุด หรือ +1.27% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,056.65 จุด เพิ่มขึ้น 203.10 จุด หรือ +1.87%

ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (14 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มการเดินทางและกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยการร่วงลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาความคืบหน้าเกี่ยวกับการถอนตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) และการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันอังคารและพุธนี้

ดัชนี Stoxx Europe 600 บวก 0.15% ปิดที่ 368.51 จุด

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 5,051.88 จุด เพิ่มขึ้น 17.74 จุด หรือ +0.35%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 13,193.66 จุด ลดลง 9.18 จุด หรือ -0.07% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 13,193.66 จุด ลดลง 9.18 จุด หรือ -0.07%

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (14 ก.ย.) โดยหุ้นกลุ่มพลังงานถ่วงตลาดลงจากความวิตกเกี่ยวกับอุปสงค์น้ำมันที่ลดลง ขณะที่นักลงทุนชะลอการซื้อขายเพื่อรอดูผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ในสัปดาห์นี้

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,026.25 จุด ลดลง 5.84 จุด หรือ -0.10%

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (14 ก.ย.) หลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันในปีนี้และปีหน้า อันเนื่องมาจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาด อย่างไรก็ดี สัญญาน้ำมันดิบขยับลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังมีรายงานว่าพายุเฮอร์ริเคน “แซลลี” ทวีความรุนแรงสู่ระดับ 2 และกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่อ่าวเม็กซิโกซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันของสหรัฐ

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. ลดลง 7 เซนต์ หรือ 0.2% ปิดที่ 37.26 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 22 เซนต์ หรือ 0.6% ปิดที่ 39.61 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (14 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ปรับตัวลง ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 15-16 ก.ย.นี้

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 15.8 ดอลลาร์ หรือ 0.81% ปิดที่ 1,963.7 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 49.8 เซนต์ หรือ 1.85% ปิดที่ 27.355 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 19.1 ดอลลาร์ หรือ 2.03% ปิดที่ 958.7 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 6.40 ดอลลาร์ หรือ 0.3% ปิดที่ 2,324.40 ดอลลาร์/ออนซ์

อลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (14 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนลดการถือครองดอลลาร์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และหันซื้อหุ้นซึ่งเป็นสินทรัพย์เสี่ยง หลังมีข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับการผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 15-16 ก.ย.นี้

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.29% แตะที่ 93.0579 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 105.70 เยน จากระดับ 106.11 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9078 ฟรังก์ จากระดับ 0.9096 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3178 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3193 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1863 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1830 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2853 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2791 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7291 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7274 ดอลลาร์สหรัฐ