PIMO พุ่งกระฉูด 9% ลุ้นกำไร Q3 นิวไฮรอบปีนี้-ปักธงปี 65 รายได้แตะพันล้าน

PIMO พุ่งกระฉูด 9% ลุ้นกำไร Q3 นิวไฮรอบปีนี้-ปักธงปี 65 รายได้แตะพันล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงาน บริษัท ไพโอเนียร์ มอเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PIMO ณ เวลา 11.23 น. อยู่ที่ระดับ 2.24 บาท บวก 0.18 บาท หรือ 8.74% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 109.33 ล้านบาท

นายวสันต์ อิทธิโรจนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพโอเนียร์ มอเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PIMO เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 3/2563 น่าจะเติบโตสูงสุด (นิวไฮ) ของปี 2563 ซึ่งบริษัทคาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาสนี้เพียงไตรมาสเดียวจะมากกว่าครึ่งปีแรกที่ผ่านมาที่มีกำไรสุทธิ 30.51 ล้านบาท ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2563 คาดว่าจะทรงตัวใกล้เคียงไตรมาส 3/2563 เนื่องจากจากความต้องการสินค้าของบริษัทที่มากขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทประเมินผลการดำเนินงานในปี 2563 จะเติบโตจากปีก่อน แม้จะปรับลดเป้าหมายรายได้รวมเหลือ 700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5-10% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 663.78 ล้านบาท จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 800 ล้านบาท หลังมีปัจจัยเรื่องการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เข้ามาในช่วงต้นปี ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 บริษัทมีรายได้รวมแล้ว 347.80 ล้านบาท

ขณะที่บริษัทเน้นเพิ่มประสิทธิภาพด้านความสามารถในการทำกำไร ทั้งการบริหารจัดการต้นทุน การควบคุมต้นทุน เป็นต้น โดยในปี 2564 บริษัทมีแผนจะเพิ่มหุ่นยนต์ในการทำงานอีก 12 ตัว จากปัจจุบันมีอยู่ 6 ตัว เพื่อลดบุคลากรในการทำงาน ซึ่งบริษัทจะปรับลดบุคลากรให้เหลือ 250 คน จากปัจจุบันที่มี 295 คน เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมในปี 2565 จะเติบโตระดับ 1,000 ล้านบาท จากการพัฒนานวัตกรรมและแบรนด์ของตัวเองให้เป็นที่รู้จักและเติบโต

ส่วนในปี 2564 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมจะเติบโตประมาณ 20-25% จากปี 2563 ซึ่งจะมาจากยอดขาย 4 ส่วนหลักที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย

1.ยอดขายจากผลิตภัณฑ์ใหม่ ล่าสุดบริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสูบน้ำหอยโข่ง ซึ่งได้ลงทุนและพัฒนามอเตอร์กำลัง 1, 1.5 และ 2.8 แรงม้า เพื่อส่งออกไปจำหน่ายในตลาดประเทศออสเตรเลีย, ยุโรป, สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ที่มีความต้องการมากขึ้น

2.ยอดขายจากบริษัท กันยงอีเลคทริก จำกัด (มหาชน) หรือ KYE ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของ PIMO ที่มีเป้าหมายจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการขยายช่องทางการจำหน่ายทั้งตลาดภายในประเทศไทยและในตลาดเพื่อนบ้าน ซึ่งปัจจุบัน PIMO มียอดขายจาก KYE ประมาณ 20-25 ล้านบาทต่อเดือน และคาดในอนาคตยอดขายจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 35 ล้านบาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 40% จากการขยายตลาดของ KYE

3.ลูกค้าเดิมในต่างประเทศมีการสั่งผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ ๆ ในกลุ่มผลิตมอเตอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศ (BLDC HVAC MOTOR) เพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อยอดขายต่างประเทศของบริษัท ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการส่งออกที่ประมาณ 48% อีกทั้งคาดภายในสิ้นปี 2563 จะมีสัดส่วนการส่งออกที่ประมาณ 50% และในปี 2564 บริษัทจะมีสัดส่วนการส่งออกที่ประมาณ 60%

4.การขยายกำลังการผลิตมอเตอร์ประเภทความเร็วปรับรอบได้ variable speed motor (DC) เพิ่มขึ้น ตามความต้องการของลูกค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการมีกฎหมายบังคับใช้เครื่องมอเตอร์ประเภทความเร็วปรับรอบได้ (DC) ภายในสระว่ายน้ำในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 18 กรกฎาคม 2564 ขณะที่ในประเทศออสเตรเลียจะประกาศใช้กฎหมายฉบับดังกล่าวภายในปี 2565 เช่นกัน

นายวสันต์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันบริษัทเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่มีใบอนุญาต และมาตรฐานการผลิตตามกฎหมายบังคับใช้เครื่องมอเตอร์ประเภทความเร็วปรับรอบได้ (DC) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ดูแลอุตสาหกรรมเครื่องสูบน้ำภายในประเทศ โดยปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตที่ 50 ลูกต่อวัน ซึ่งมีผู้ประกอบการรายใหญ่เพียง 1 รายที่รับซื้อทั้งหมดเพื่อไปทำการตลาดเอง โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 120 ลูกต่อวัน ภายในต้นปี 2564 และในปี 2565 จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 400 ลูกต่อวัน

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำซื้อหุ้น PIMO โดยให้ราคาเป้าหมายในปี 2564 ไว้ที่ 2.60 บาทต่อหุ้น เนื่องจากมีมุมมองเป็นบวกต่อการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี 2563 ยังคงเติบโตดีกว่าที่คาดจากสินค้ากลุ่ม BLDC ตามมาตรฐานใหม่ในสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับการติดตั้งปั๊มสระว่ายน้ำจากระบบ AC เป็น DC คาดว่าจะทำให้การขายของบริษัทเติบโตได้ต่อเนื่อง

โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างทดสอบการขยายกำลังการผลิต BLDC จาก 50 ตัวต่อวัน เป็น 120 ตัวต่อวัน และการดำเนินงานที่ดีกว่าคาดทำให้ทางฝ่ายปรับประมาณการผลการดำเนินงานในปี 2563 ขึ้นจากเดิม ประมาณการยอดขาย 673 ล้านบาท และปรับกำไร (margin) ขึ้นจากเดิมจากการขายกลุ่ม BLDC เพิ่มขึ้น และปรับค่าใช้จ่ายขึ้นตามการขาย BLDC ที่เพิ่มขึ้น โดยปรับกำไรสุทธิเพิ่มเป็น 59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 107% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

คำค้น