KBANK คาดผลงานครึ่งหลังทรงตัว ยอดปล่อยสินเชื่อโตเล็กน้อย ย้ำฐานะการเงินยังแกร่ง!

KBANK คาดผลงานครึ่งหลังทรงตัว ยอดปล่อยสินเชื่อโตเล็กน้อย ย้ำฐานะการเงินยังแกร่ง!

นายจงรัก รัตนเพียร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า  แนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งหลังของปีนี้ยังมีทิศทางทรงตัวจากครึ่งปีแรก แม้คาดว่าการตั้งสำรองฯจะลดลง เนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรกได้ตั้งสำรองฯเพื่อรองรับความเสี่ยงไปมากแล้ว ทำให้แรงกดดันจากการตั้งสำรองฯมีแนวโน้มผ่อนคลายลง

ขณะที่การปล่อยสินเชื่อแม้จะเห็นการเติบโตบ้าง แต่ยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวังจากความเสี่ยงของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังไม่มีความแน่นอนจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่มีความชัดเจนของวัคซีน ทำให้ธนาคารยังไม่รุกขยายสินเชื่อมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม ในด้านความแข็งแกร่งของธนาคารยังคงอยู่ในระดับที่ดี โดยเฉพาะเงินกองทุนสูงถึง 15% และอัตราการตั้งสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) อยู่ในระดับสูง 160% สะท้อนความแข็งแกร่ง สามารถรองรับความเสี่ยงได้ 2 ปี ทำให้ธนาคารมั่นใจถึงเสถียรภาพ ขณะที่ธนาคารยังคงมองโอกาสขยายการลงทุนไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนในประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโตได้ เช่น อินโดนีเซีย เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งเป็นการต่อยอดธุรกิจของธนาคารเพื่อสร้างการเติบโต และกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ โดยจะเข้าไปขยายการลงทุนเพิ่มเติมในรูปแบบการจัดตั้งสาขา หรือร่วมทุนกับธนาคารท้องถิ่น คาดว่าอาจจะเห็นความชัดเจนอย่างน้อย 1 ประเทศภายในปี 64

ส่วนแผนการดำเนินงานในปี 64 มองว่ายังคงเผชิญกับความท้าทายของสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่มีความแน่นอน และภาพของทิศทางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมองความชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร แต่การวางแผนงานธนาคารจะรวบรวมปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดที่คาดการณ์ไว้เพื่อประกอบการทำแผนในปี 64 ซึ่งจะนำมาพิจารณาแผนร่วมกับทีมผู้บริหารธนาคารในช่วงปลายปีนี้

ทั้งนี้ เมื่อเดือน ก.ย.63 ธนาคารได้ออกหุ้นกู้ระยะสั้นอ้างอิงอัตราดอกเบี้ย THOR เป็นรายแรกให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ โดยมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เป็นผู้ลงทุนหลัก (Cornerstone Investor) วงเงิน 800 ล้านบาท ร่วมกับ บลจ.กสิกรไทย โดยหุ้นกู้ดังกล่าวเป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และไม่มีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ มูลค่าเสนอขายรวมทั้งสิ้น 1 พันล้านบาท อายุหุ้นกู้ 3 เดือน อัตราดอกเบี้ย Compounded THOR + 0.4075%

โดยผู้ออกหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่อันดับความน่าเชื่อถือ “AA+ (tha)” แนวโน้มอันดับเครดิต “มีเสถียรภาพ” เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 63 และขึ้นทะเบียนกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) โดยการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้อยู่ภายใต้โครงการหุ้นกู้ธนาคารกสิกรไทย วงเงินไม่เกิน 3 หมื่นล้านบาท ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุญาตให้ธนาคารสามารถเสนอขายหุ้นกู้ภายใต้โครงการ Medium Term Note ได้ภายในระยะเวลา 2 ปี

ขณะเดียวกันธนาคารจะแนะนำให้กับลูกค้าให้ทยอยเปลี่ยนใช้อัตราดอกเบี้ยที่อ้างอิงกับ THOR เพิ่มขึ้น โดยธนาคารจะเน้นไปที่กลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่มียอดขาย 400-500 ล้านบาทขึ้นไป ที่มีจำนวนกว่า 1,000 ราย ที่ยังมีหุ้นกู้ที่อ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ย LIBOR และ THBFIX ซึ่งจะยกเลิกการใช้ในปลายปี 64 โดยธนาคารจะให้ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวทยอยเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงมาเป็น THOR เพื่อช่วยกระตุ้นตลาดให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น และมีผู้เล่นในตลาดเพิ่มขึ้น เพราะในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย THOR ถือว่ายังเป็นสิ่งใหม่ที่ทุกคนยังไม่คุ้นเคย และต้องใช้ระยะเวลาในการทำความเข้าใจ และความพร้อมของระบบในการปรับเปลี่ยนมาใช้ พร้อมกับมองโอกาสต่อยอดไปสู่การให้สินเชื่อที่อ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ย THOR ในปี 64 เพื่อทำให้ตลาดมีขนาดใหญ่ และมีสภาพคล่องมากขึ้นด้วย

“กสิกรไทยเป็นแบงก์แรกที่นำร่องหุ้นกู้ THOR เราก็อยากให้มีผู้ร่วมตลาดมากขึ้น แต่เราก็ต้องหันมาให้ลูกค้าเริ่มทยอยเปลี่ยนมาใช้ THOR โดยเน้นไปที่ลูกค้ารายใหญ่ที่มีอยู่กว่า 1,000 รายก่อน แล้วก็จะต่อยอดดอกเบี้ย THOR ไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นในปีหน้า เช่น การให้สินเชื่อ แต่ถือว่า THOR ยังเป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคย ยังไม่มีความเข้าใจมากและต้องปรับปรุงความพร้อมของระบบ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยดึงดูดให้มีผู้ร่วมตลาดเข้ามามากขึ้น”นายจงรัก กล่าว

ส่วนกรณีการเข้ารับตำแหน่งรมว.คลังคนใหม่ ของนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ก็เชื่อว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนได้ เพราะหลังจากที่ตำแหน่งรมว.คลัง ว่างลงก็ทำให้การขับเคลื่อนแผนงานต่าง ๆ ของรัฐบาลสะดุดลง ดังนั้นเมื่อมี รมว.คลังอย่างเป็นทางการก็เชื่อว่าจะเข้ามาเติมเต็มภาพความพร้อมของรัฐบาลสำหรับขับเคลื่อนแผนงาน ตลอดจนโครงการลงทุนต่าง ๆ ของรัฐบาลให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้

สำหรับสิ่งที่รมว.คลัง ต้องเข้ามาขับเคลื่อน คือ การเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่เกิดจากโควิด-19 เป็นการเร่งด่วนทั้งแก้ปัญหาให้รากหญ้า และธุรกิจให้สามารถเดินหน้าไปได้ควบคู่ไปกับการเร่งผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่เป็นแผนลงทุนของภาครัฐ

“วันนี้เราเชื่อว่าใครจะเข้ามาคงไม่ได้มองที่ตัวบุคคลแล้ว แต่มองที่ภาพรวมมากกว่า ว่าเมื่อมีแล้วจะเข้ามาเติมเต็มภาพของรัฐบาลให้มีความพร้อมมากขึ้นอย่างไร เพราะที่ผ่านมาหลายโครงการต้องหยุดหรือสะดุดไป ดังนั้น เมื่อมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้ามาก็ทำให้หลายโครงการเดินหน้าต่อไปได้ โดนหากจะดูที่ตัวบุคคลถือว่าเป็นคนเก่ง ผ่านประสบการณ์ทำงานมาแล้วหลายรูปแบบที่สามารถช่วยขับเคลื่อนประเทศได้”นายจงรัก กล่าว

 

 

คำค้น