รัฐคุมส่งออก “น้ำมันปาล์มดิบ” เริ่ม 7 เม.ย. หวังพยุงสต๊อกในประเทศ รับตลาดผันผวน

ภาครัฐออกประกาศ 2 ฉบับรวด คุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร โดยบังคับให้ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตก่อนส่งออกทุกครั้ง และต้องแจ้งรายละเอียดการค้าอย่างครบถ้วน หวังรักษาสมดุลสต๊อกในประเทศ รับมือแรงกดดันราคาน้ำมันพืชโลกที่พุ่งขึ้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) พร้อมกัน 2 ฉบับ โดยฉบับแรกเป็นประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง การควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร กำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป

โดยผู้ส่งออก CPO จะดำเนินการส่งออกได้ก็ต่อเมื่อได้รับ หนังสืออนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ก่อนเท่านั้น ขณะที่ฉบับที่สองเป็นประกาศสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ที่ออกตามมาเพื่อกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาต อย่างเป็นทางการ

สำหรับรายละเอียดที่น่าสนใจของประกาศทั้ง 2 ฉบับนั้น ภาครัฐไม่ได้ “ห้ามส่งออกเบ็ดเสร็จ” แต่เปลี่ยนไปใช้ระบบ อนุญาตรายครั้ง โดยผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอพร้อมเอกสารประกอบ เช่น ใบกำกับสินค้า (Invoice) หรือเอกสารแสดงรายละเอียดการซื้อขาย ปริมาณสินค้า ราคา ชื่อผู้ซื้อ และประเทศปลายทาง ผ่านสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ รวมถึงช่องทางอีเมล [email protected]

ขณะเดียวกัน ใบอนุญาตจะมีอายุ 30 วันนับจากวันที่ได้รับอนุญาต ใช้ได้เฉพาะการส่งออก ครั้งเดียว และต้องไม่เกินปริมาณที่ระบุไว้ในหนังสืออนุญาต หากไม่ส่งออกภายในกำหนด ต้องยื่นเรื่องขอยกเลิกหรือขอขยายเวลาใหม่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นอกจากนี้ ประกาศยังกำหนดภาระหน้าที่หลังได้รับอนุญาตไว้อย่างละเอียด โดยผู้ได้รับอนุญาตต้องนำหนังสืออนุญาตไปใช้ประกอบการส่งออกกับกรมศุลกากร และหลังการส่งออกต้องส่งสำเนาหนังสืออนุญาตพร้อมเอกสารการขนส่งหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกลับมายังกรมการค้าภายในภายใน 3 วัน นับจากวันส่งออก เพื่อให้ภาครัฐติดตามปริมาณการส่งออกได้อย่างใกล้ชิด หากมีการส่งออกโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือฝ่าฝืนเงื่อนไขที่กำหนด จะถือเป็นความผิดตามประกาศดังกล่าว

ทั้งนี้ เหตุผลของการออกมาตรการคุมเข้มครั้งนี้ มาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันพืชในตลาดโลกปรับสูงขึ้น และกระตุ้นแรงจูงใจในการส่งออกมากขึ้น จนอาจกระทบต่อปริมาณน้ำมันปาล์มดิบที่ใช้ในประเทศ ทั้งในภาคบริโภค อุตสาหกรรม และพลังงาน ส่งผลให้ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลสมดุลสต๊อกและความมั่นคงของวัตถุดิบภายในประเทศอย่างใกล้ชิด

ในมุมตลาดทุน มาตรการนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงนโยบายที่ต้องจับตา เพราะกระทบโดยตรงต่อหุ้นในห่วงโซ่ธุรกิจปาล์ม ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำ ผู้ประกอบการไบโอดีเซล ผู้ผลิตน้ำมันพืช ไปจนถึงกลุ่มอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้น้ำมันปาล์มเป็นต้นทุนสำคัญ โดยการคุมส่งออกอาจช่วยลดแรงกดดันด้านวัตถุดิบในประเทศ และชะลอความเสี่ยงที่ต้นทุนจะเร่งขึ้นตามตลาดโลก

อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ประกอบการที่พึ่งพารายได้จากการส่งออก CPO โดยตรง อาจต้องเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นจากขั้นตอนการอนุญาตที่เข้มงวดขึ้น ทำให้การบริหารคำสั่งซื้อและจังหวะระบายสต๊อกต้องรัดกุมกว่าเดิม ขณะที่ผู้ใช้วัตถุดิบในประเทศอาจได้รับอานิสงส์จากโอกาสเข้าถึงวัตถุดิบที่มีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะสั้น

Back to top button