10 หุ้น ‘กลาง – เล็ก’ แนวโน้มยังน่าลงทุน

ในภาพรวมต่อไปก่อนช่วงรอการชุมนุม และปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน แต่หากต้องการลงทุนในช่วงดังกล่าว ยังคงแนะนำไปยังหุ้นขนาดกลาง - เล็ก ที่ยังคงมีแนวโน้มการเติบโต

เส้นทางนักลงทุน

สถานการณ์ตลาดหุ้นยังดูเหมือนว่าผันผวนได้ในช่วงระยะสั้นนี้ เนื่องจากยังมีปัจจัยลบภายนอกจากความผิดหวังที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ชะลอมาตรการเยียวยาไปหลังเลือกตั้ง แม้เฟดเรียกร้องให้รีบดำเนินการก็ตาม

ขณะที่ประเทศไทยยังต้องคอยติดตามเรื่องการชุมนุมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 ต.ค. 2563 โดยมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก ด้วยมีกระแสข่าวว่าจะเห็นทุกองคาพยพของการชุมนุมมารวมตัวกันครั้งนี้ แต่เป็นรูปแบบการชุมนุมยืดเยื้อหรือไม่ยังตอบไม่ได้…

ดังนั้นจากที่ยังไม่มีความชัดเจน และต้องเกาะติดข่าวสารต่อไป อาจทำให้การลงทุนชะลอตัวลงได้ในช่วงที่รอการชุมนุมที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะไปในทิศทางเดียวกับช่วงชุมนุมใหญ่ 2 ครั้งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2563 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และเมื่อวันที่ 19-20 ก.ย. 2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และสนามหลวง

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าในช่วงระหว่างเดือน ส.ค.-ก.ย. 2563 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยในรอบ 2 เดือนไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท และถ้ามาดูช่วงการซื้อขายระหว่างวันที่ 1-6 ต.ค. 2563 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 4.8 หมื่นล้านบาท

มอง “เชิงกลยุทธ์ แนะนำ Wait & See” ในภาพรวมต่อไปก่อนช่วงรอการชุมนุม และปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน แต่หากต้องการลงทุนในช่วงดังกล่าว ยังคงแนะนำไปยังหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ที่ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตและ Valuation น่าสนใจกว่าหุ้นขนาดใหญ่ มิหนำซ้ำราคาหุ้นหลายตัวมีการปรับฐานลงมาด้วยในวันก่อนหน้า

สำหรับรายชื่อหุ้น 10 ตัวที่แนะนำโฟกัสยังคงได้แก่ ASIAN, BGC, ICHI, JMART, PIMO, PRM, PTG, STGT, UTP และ WICE เป็นต้น

ในส่วนรายละเอียดทั้ง 10 ตัวยังมีแนวโน้มการเติบโตประเด็นต่อไปนี้

บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN บริษัทเตรียมพร้อมเดินหน้าเติบโตแบบก้าวกระโดดอีกครั้งผ่านโมเดลการเข้าซื้อกิจการ (M&A) เพื่อก้าวสู่เป้าหมายยอดขายทะลุ 1 หมื่นล้านบาท และรักษาเสถียรภาพของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin : GPM) ไม่ต่ำกว่า 15% ต่อเนื่องตลอด 5 ปีข้างหน้า

หลังจากผลประกอบการของ ASIAN ในครึ่งปีแรกกวาดกำไรสุทธิกว่า 400 ล้านบาท สูงกว่าผลงานทั้งปี 2562 ที่มีผลกำไรสุทธิ 132 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจตั้งแต่ปี 2562 เพื่อรับมือกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และมุ่งเน้นขยายธุรกิจที่สร้างผลกำไรอย่างมั่นคง

บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC คาดครึ่งหลังของปี 2563 กลับมาสดใสจากการฟื้นตัวการบริโภค สาเหตุหลักมาจาก 1) การฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศครึ่งหลังปี 2563 มีแนวโน้มดีขึ้น จากยอดขายแก้วในเดือน ก.ค. พลิกกลับมาเป็นบวก เพิ่มขึ้น 1% จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากเดิมที่ปรับตัวลงติดลบในไตรมาส 2/2563 ที่ลดลง 25% จากงวดเดียวกันของปีก่อน 2) แนวโน้มของ gross profit margin มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำลดลง 31% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และราคาต้นทุนเศษแก้วยังคงทรงตัวอยู่ในกรอบ 3.00-3.40 บาท/kg และ 3) GPM ของธุรกิจพลังงานไฟฟ้าอยู่ในระดับสูงที่ 57% ซึ่งสูงกว่าที่คาดไว้ที่ 49% นอกจากนี้คาด Efficiency rate และ Utilization rate มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากการปิดเตาหลอม 1 แห่ง ใน จ.ขอนแก่น

บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI มีแนวโน้มดีจากสินค้าใหม่ น้ำดื่มผสมวิตามินที่จะมาช่วยผลักดันการเติบโตรอบใหม่ให้กับบริษัท โดยคาดรายได้ในครึ่งหลังของปี 2563 ราว 400 ล้านบาท เท่ากับเป้าหมายบริษัท ขณะที่รายได้จากการส่งออกคาดจะกลับมาดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนั้นอัตราการผลิตของ ICHI ในปี 2563 คาดว่าจะสูงขึ้นเป็น 55% จากเดิมที่ 49% จากการผลิตสินค้าประเภทใหม่ และขวดไซส์เล็กมากขึ้น ซึ่งเป็นผลให้ GPM ของ ICHI ในภาพรวมมีแนวโน้มสูงขึ้น เพราะไม่มีการลงทุนใหม่ ช่วยลดต้นทุนคงที่ต่อหน่วย และยังมีเซอร์ไพรส์จากแคมเปญการตลาดที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนที่จะมาช่วยเร่งรายได้เพิ่มขึ้น

บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งหลังปีนี้ยังโตต่อเนื่อง ทั้งจากธุรกิจร้านขายมือถือที่จะเริ่มฟื้นตัวหลังผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์และการเปิดตัวมือถือใหม่ ๆ รวมทั้งผลการดำเนินงานของบริษัทลูกทั้งบมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) และบมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) ยังโต ส่วนการเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไปจากผู้ถือหุ้นเตรียมไว้เท่านั้น เพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคตที่อาจเป็นการซื้อกิจการหรือลงทุนใหม่

บริษัท ไพโอเนียร์ มอเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PIMO อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมวางแผนลงทุนในช่วงปี 2564-2565 โดยจะเป็นการขยายกำลังการผลิตมอเตอร์ประเภทความเร็วปรับรอบได้ variable speed motor (DC) และมอเตอร์ความเร็ว 1 รอบ single speed motor (AC) รองรับคำสั่งซื้อในปี 2564 ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเต็ม 100% แล้ว

ขณะเดียวกัน PIMO เป็นบริษัทเดียวที่ได้รับสิทธิบัตรในการผลิตสินค้าประเภท BLDC ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงกว่าแบบ AC มีตลาดรองรับสินค้าในสหรัฐฯ ที่กำลังเปลี่ยนมาตรฐานเกี่ยวกับการติดตั้งปั๊มสระว่ายน้ำ โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างทดสอบการขยายกำลังการผลิตมอเตอร์ BLDC จาก 50 ลูก/วัน เป็น 120 ลูก/วัน ในสิ้นปี 2563 และปี 2564 จะเพิ่มเป็น 400 ลูก/วัน ซึ่งผู้บริหารมั่นใจว่าผลประกอบการในปี 2564 จะเติบโตดีกว่าปีนี้

บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM คาดผลการดำเนินงานในครึ่งหลังปี 2563 โดยเฉพาะกำไรจะยังเติบโตต่อเนื่อง จากครึ่งปีแรกที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 786.8 ล้านบาท เป็นไปตามการดำเนินธุรกิจของ 4 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป และปิโตรเคมีเหลว (ธุรกิจเรือขนส่งฯ) แบ่งเป็น ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ และธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูประหว่างประเทศ, ธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป (FSU), ธุรกิจเรือขนส่งเพื่อให้การสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล (Offshore) และธุรกิจบริการจัดการเรือ

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG มีแนวโน้มเป็นบวกในอนาคต โดยเฉพาะปี 2564 โดยจะได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจน้ำมันที่จะมีการใช้น้ำมันมากขึ้นจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และธุรกิจพลังงานทดแทนอย่างน้ำมันไบโอดีเซลที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จากนโยบายที่เปลี่ยนน้ำมันดีเซล B10 ให้เป็นเกรดมาตรฐาน ที่เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2563 ขณะที่ธุรกิจ LPG ตั้งเป้าส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ในปลายปี 2564 ซึ่งปัจจุบันอยู่อันดับ 5

บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT เนื่องจากความต้องการถุงมือยางจะยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นเวลานาน ส่งผลให้ราคาถุงมือยางมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้อีกในปี 2564 เพราะสถานการณ์การติดเชื้อ COVID-19 ของแต่ละประเทศยังคงทำ high record ต่อเนื่อง

บริษัท ยูไนเต็ด เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UTP มีแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2563-2564 เติบโตดี โดยคาดการณ์ของปี 2563 เติบโต เพิ่มขึ้น 13% และขยายตัวต่อเพิ่มขึ้น 5% ในปี 2564 จากการใช้กำลังการผลิตสูง 85-90% มียอดขายดี 2.1-2.2 หมื่นตัน/เดือน อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับ 36% ได้ในปี 2564 ต้นทุนเศษกระดาษอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ ได้ประโยชน์จากการเติบโตของ E-commerce โดยเฉพาะในกลุ่มอาหาร และเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่ให้อัตรากำไรขั้นต้นสูง คือ กระดาษคราฟต์

บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ WICE เล็งผลการดำเนินงานในครึ่งหลังปี 2563 โตดีต่อเนื่องหลังเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจขนส่ง ซึ่งหลังคลายล็อกดาวน์มาตรการสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้การขนส่งสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มีมากขึ้น ผ่านทางการขนส่งทางอากาศ (Air Freight) และธุรกิจขนส่งข้ามพรมแดน (Cross Border) ก็ได้ความนิยม โดยปีนี้ธุรกิจ Cross Broder คาดว่าจะสามารถพลิกกลับมามีกำไรได้

ส่วนธุรกิจขนส่งทางทะเล (Sea Freight) ก็ดีขึ้น จากการขนส่งชิ้นส่วนยานยนต์หลังจากที่อุตสาหกรรมรถยนต์ได้กลับมาผลิต อีกทั้งยังมีการเปิดให้บริการขนส่งสินค้าแบบไม่เต็มตู้ด้วย ซึ่งให้มาร์จิ้นที่ดี

สรุปหุ้นดังกล่าวเป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่ยังมีแนวโน้มการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง!!!