NER วิ่งต่อ 9% โบรกฯชูเป้า 5 บ. ชี้กำไรปี 63 โตเท่าตัวเฉียด 1 พันลบ.

NER วิ่งต่อ 9% โบรกฯชูเป้า 5 บ. ชี้กำไรปี 63 โตเท่าตัวเฉียด 1 พันลบ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER ณ เวลา 10.21 น. อยู่ที่ระดับ 4.24 บาท บวก 0.36 บาท หรือ 9.28% สูงสุดที่ระดับ 4.40 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 3.98 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 847.68 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า NER มีโมเดลธุรกิจยางที่แตกต่างให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม โดยการเป็นตัวกลางเพื่อแปรรูปยางของเกษตรกร แล้วใช้การจับชนปริมาณ (Volume) ซื้อ และขาย ที่อิงกับราคาในตลาดสิงคโปร์ (SICOM) เดียวกัน แล้วกำหนดราคาแบบ Cost plus ที่ต้องการ ทำให้คุมอัตรากำไรได้ดี

โดยพบว่าอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 4.70% สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีของบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 1.20% และบริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TRUBB ที่ติดลบ 0.90% อย่างไรก็ดีแม้ว่า NER ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูงกับโมเดลแบบนี้ ทำให้อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) สูง 1.60 เท่า มาตลอดเวลา แต่บริษัทก็ยังไม่เคยมีผลขาดทุนเลยนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

สำหรับธุรกิจปลายน้ำ คือ S-Curve ที่ 2 ระหว่างกำไรกำลังเข้าต่อเนื่องในปี 2564 ในเวลาเดียวกันบริษัทจะลงทุน 220 ล้านบาท เพื่อทำโรงงานแปรรูปยางเป็น “ยางแผ่นรองนอน” ที่ใช้ในวงการปศุสัตว์ประเทศเมืองหนาว ซึ่งครอบครัวผู้บริหารมีประสบการณ์ด้านนี้มายาวนาน

โดยในปี 2565 ตั้งเป้าหมายมียอดขาย 1 ล้านแผ่น หากสามารถทำได้จะคิดเป็นรายได้รวม 10% ของรายได้รวมในปี 2562 แต่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 25% เทียบเท่ากับธุรกิจปัจจุบันที่มีอัตรากำไรขั้นต้น 12-13% ขณะเดียวกันได้วางสมมติฐานยอดขายในปีแรกจะอยู่ที่ 380,000 แผ่น หรือคิดเป็น 25% ของกำลังการผลิตยางแผ่นรองนอนโดยรวม ซึ่งข้อดีของธุรกิจนี้ก็คือการขายอัตรากำไรเพิ่ม ลดแรงกดดันของ D/E และกระแสเงินสดที่ดีขึ้นอีกด้วย

ดังนั้น หวังว่าจะเห็นความสำเร็จ (Success Story) ของ NER คล้าย ๆ กับ STA ด้วยการต่อยอดธุรกิจในปี 2563 ที่กำลังเติบโตแรงระหว่างปี 2563-2564 ด้วยการเพิ่มธุรกิจปลายน้ำจากยางที่มาร์จิ้นสูง 2 เท่าของธุรกิจเดิม โดยในปี 2563 ประเมินว่า NER จะมีกำไรสุทธิรวม 959 ล้านบาท เติบโต 112% เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่มีกำไรสุทธิ 538.88 ล้านบาท และในปี 2564 มีกำไรสุทธิ 1,378 ล้านบาท เติบโต 44% เมื่อเทียบกับปี 2563 ด้วยกำลังการผลิตใหม่ 59% ที่เพิ่มเข้ามาในเดือน มิ.ย. 2563

รวมทั้งแนวโน้มมาร์จิ้นที่เริ่มขยับขึ้นหลังอุตสาหกรรมได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่อัตราส่วนราคาหุ้นต่ออัตราการเติบโตต่อกำไรสุทธิ (PEG) ที่ 0.11-0.15 เท่า ยังไม่ได้สะท้อนการเติบโตของกำไร ส่วนอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (P/E) ปี 2563 ต่ำเพียง 6.20 เท่า จึงแนะนำทยอยสะสม “ซื้อ” ราคาเหมาะสมปี 2564 ที่ 5 บาทต่อหุ้น

คำค้น