TNP สดใส!

TNP มีแนวโน้มได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากผู้ประกอบการร้านอาหาร, ร้านเครื่องดื่ม ฯลฯ ที่เข้ามาซื้อสินค้าจากบริษัท ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

คุณค่าบริษัท

ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อย่างโครงการ “คนละครึ่ง” คาด บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP จะได้รับประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม จากผู้ประกอบการร้านอาหาร, ร้านเครื่องดื่ม, ร้านค้าหาบเร่ เข้ามาซื้อสินค้าจากบริษัท และกลุ่มดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัท

เนื่องจาก TNP เป็นผู้นำร้านค้าปลีก (โมเดิร์นเทรด) โดยปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 30 สาขา ซึ่งมีสาขากระจายครอบคลุม 3 จังหวัดตอนบนของภาคเหนือ ประกอบด้วย สาขาที่อยู่ในจังหวัดเชียงรายจำนวน 24 สาขา จังหวัดพะเยา 4 สาขา และจังหวัดเชียงใหม่ 2 สาขา

ผลดังกล่าวทำให้ TNP เข้าถึงและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง แม้ในจังหวัดจะมีคู่แข่งอย่าง Big C, Central, Macro, Tesco-Lotus แต่ก็ไม่กระทบรายได้ TNP และยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตของรายได้อยู่ราว 10%

เป็นเพราะ TNP มีจุดเด่นคือกระจายสาขาไปยังพื้นที่รอบนอกตัวเมืองที่บริษัทคู่แข่งไม่กล้าเข้าไปทำตลาด อีกทั้งยังขายสินค้าในราคาขายปลีกในราคาขายส่ง

ขณะที่ นักวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ประเมินกำไรปกติปี 2563 อยู่ที่ 127 ล้านบาท ปรับตัวขึ้น 43% จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายหลังคลายล็อกดาวน์ ซึ่งจะช่วยให้การบริโภคภายในประเทศฟื้นตัวจากกำลังซื้อที่มากขึ้น เพราะจะมีสาขาทั้งหมด 32 สาขาสิ้นปี 2563

ที่สำคัญช่วงที่ผ่านมาผลการดำเนินงานไตรมาส 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2563 บริษัทมีรายได้จากการขายขยับขึ้นมาอยู่ที่ 513.94 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อน 492.81 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีกำไรขยับขึ้นมาอยู่ที่ 28.15 ล้านบาท หรือ 0.035 บาทต่อหุ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อน 20.91 ล้านบาท หรือ 0.026 บาทต่อหุ้น

ส่วนผลการดำเนินงานงวดหกเดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2563 บริษัทมีรายได้จากการขาย 1,061.54 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อน 943.76 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีกำไรขยับขึ้นมาอยู่ที่ 59.71 ล้านบาท หรือ 0.075 บาทต่อหุ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อน 36.83 ล้านบาท หรือ 0.046 บาทต่อหุ้น

เมื่อวิเคราะห์ฐานะทางการเงินของบริษัทเพื่อเป็นหนึ่งในการตัดสินใจต่อการลงทุนของนักลงทุน พบว่า ฐานะทางการเงินของบริษัทยังดูดีมาก เพราะบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากถึง 338.78 ล้านบาท เมื่อนำมาเทียบกับหนี้สินหมุนเวียนเพียง 165.71 ล้านบาท ได้ค่า CURRENT RATIO อยู่ที่ระดับ 2.04 เท่า แสดงว่าฐานะทางการเงินของบริษัทยังคงมีสภาพคล่องมากเกินความจำเป็น

ส่วนปัญหาหนี้สินของบริษัทไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะบริษัทมีหนี้สินรวม 234.39 ล้านบาท เมื่อนำมาเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น ได้ค่า D/E อยู่ที่ระดับ 0.32 เท่า แสดงว่าบริษัทปลอดหนี้สิน และไม่ต้องกลัวปัญหามารบกวน

ทั้งนี้ อย่างไรก็ดีมองว่าผลการดำเนินงานบริษัทจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังมีปัจจัยหนุนรายได้จากมาตรการภาครัฐออกมากระตุ้นการบริโภค ทั้งนี้ TNP ยังคงมีความน่าสนใจจากการเติบโตตามการขยายสาขา

พร้อมกับทางนักวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2563 ที่ 4.30 บาท

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่

  1. นางอมร พุฒิพิริยะ 245,800,100 หุ้น 30.73%
  2. นายธวัชชัย พุฒิพิริยะ 245,000,000 หุ้น 30.63%
  3. นายธนภูมิ พุฒิพิริยะ 30,405,000 หุ้น 3.80%
  4. ด.ช.ธนภัทร พุฒิพิริยะ 30,000,000 หุ้น 3.75%
  5. นายธนะพงศ์ พุฒิพิริยะ 27,082,100 หุ้น 3.39%

รายชื่อกรรมการ

  1. นายพิษณุ ขันติพงษ์ ประธานกรรมการ, กรรมการอิสระ, ประธานกรรมการตรวจสอบ
  2. นายธวัชชัย พุฒิพิริยะ ประธานกรรมการบริหาร, กรรมการผู้จัดการ, กรรมการ
  3. นางอมร พุฒิพิริยะ กรรมการ
  4. นางจุฬารัตน์ งามเลิศลี้ กรรมการ
  5. น.ส.บุษกร ถัดทะพงษ์ กรรมการ