นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ห่วงศก.ท้ายปีสะดุดแรง! หลังรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-สลายม็อบ

อนุสรณ์ ธรรมใจ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ห่วงเศรษฐกิจท้ายปีสะดุดรุนแรง หลังรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-สลายม็อบ

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศไทยขณะนี้ ว่า การกระเตื้องขึ้นของเศรษฐกิจช่วง 2 เดือนสุดท้ายจะสะดุดลงอย่างรุนแรงด้วยการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และการใช้กำลังสลายการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยอันสงบ (หากเกิดขึ้นอีก) หรือการเข้าจับกุมแกนนำผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงขัดต่อหลักการสิทธิมนุษยชนอย่างแจ้งชัด การลงทุนในตลาดการเงินและค่าเงินบาทจะมีความผันผวนอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เหลือของปี

โดยการชุมนุมแบบ Flash mob ไม่ได้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจเลย เพราะไม่ยืดเยื้อ ไม่มีการปิดถนน ไม่มีการปิดสถานที่ราชการหรือย่านทางธุรกิจ เพียงมาแสดงจุดยืนทางการเมืองของประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนแล้วก็แยกย้ายกลับบ้านด้วยความสงบเรียบร้อย

แต่การปิดถนน ปิดการขนส่งสาธารณะ ปิดพื้นที่เกิดจากอำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนก็ได้รับการเตือนจากองค์การสหประชาชาติว่าละเมิดต่อหลักพื้นฐานทางด้านสิทธิมนุษยชนและไม่อาจบังคับใช้ได้จากการทำอารยะขัดขืนของมวลชนต่อการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม

การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเกิดความลำบากใจในการปฏิบัติงาน และเป็นการทำลายระบบนิติรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีมโนธรรมถูกบังคับโดย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้ต้องจำใจสลายการชุมนุม เพราะต้องทำตามอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงเป็นกลุ่มคนที่น่าเห็นใจ

ขอให้ทุกฝ่ายเคารพเจตจำนงและการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน และประณามการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ รวมถึงกลุ่มบุคคลใดๆ ที่สนับสนุนให้เกิดความรุนแรงขึ้น สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสันติ เป็นสิทธิโดยชอบตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

เจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่ในการให้หลักประกันและคุ้มครองความปลอดภัยแก่ผู้ชุมนุมและงดใช้มาตรการรุนแรงในทุกรูปแบบ ฉะนั้นจึงควรยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยพลัน แล้ว ศาลควรให้แกนนำผู้ชุมนุม อันประกอบไปด้วย คณะประชาชนปลดแอก กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์เพื่อการชุมนุม กลุ่มคณะราษฎร 2563 ได้รับการประกันตัว

เมื่อได้รับการประกันตัวแล้ว รัฐบาลสามารถขอความร่วมมือให้ยุติการชุมนุมชั่วคราว แล้วเปิดการเจรจาหารือสานเสวนาเพื่อหาทางออกของบ้านเมืองร่วมกัน ผลกระทบทางเศรษฐกิจและภาคการลงทุนจะลดลงทันที เนื่องจากศักยภาพและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยนั้นมีจุดแข็ง คือ เป็นประเทศที่มีการติดเชื้อโควิด-19 ต่ำมาก และจะมีโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนอีกมากในอนาคต

          “หากเราสามารถร่วมกันเปลี่ยนแปลงให้ประเทศเปลี่ยนผ่านจาก ระบอบ คสช. หรือระบอบกึ่งเผด็จการ สู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุขได้อย่างสันติ จะเป็นผลดีกับคนไทยทุกคน ไม่มีประชาชนในประเทศนี้คนใดชังชาติ หรือ ต้องการล้มเจ้าอย่างที่พยายามใส่ร้ายป้ายสีกันด้วยปฏิบัติการ IO ที่ใช้เงินภาษีประชาชน หน่วยงานของรัฐต้องหยุดปฏิบัติการดังกล่าว” นายอนุสรณ์ ระบุ

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาล สมาชิกรัฐสภาทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล สมาชิกวุฒิสภา ผู้ชุมนุม ประชาชนทุกคน สามารถร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศเปลี่ยนผ่านจาก ระบอบคสช. สู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ด้วยการผลักดันให้เกิดการประชุมวิสามัญ และให้มีการผ่านร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ฉบับ รวมทั้งร่างของ iLaw ในขั้นรับหลักการ

แล้วให้มีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ในวาระสามเปิดให้มีการเลือกตั้ง สสร. เพื่อร่างรัฐธรรมนูญและวางกรอบยุทธศาสตร์ รวมทั้งแนวทางการปฏิรูปประเทศ หลังจากนั้นจัดให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี