
เหตุฝรั่งเทขายแบงก์
มีคำเตือนมีจากนักวิเคราะห์หลายท่านแล้วก่อนหน้านี้ครับว่า ให้ระวังการเข้าลงทุนในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงนี้ โดยเฉพาะหลังการขึ้นเครื่องหมาย XD
มีคำเตือนมีจากนักวิเคราะห์หลายท่านแล้วก่อนหน้านี้ครับว่า ให้ระวังการเข้าลงทุนในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงนี้
โดยเฉพาะหลังการขึ้นเครื่องหมาย XD เพื่อจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 2568
เหตุที่ต้องเตือนกัน เพราะต้นทุนของต่างชาติที่เริ่มเข้าหุ้นแบงก์อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ซึ่งเป็นการเข้ามาทยอยสะสมมาตั้งแต่ปี 2567-2568 แล้ว
ดูตัวอย่างของธนาคารกรุงไทย หรือ KTB หลังขึ้นเครื่องหมาย XD (10 เม.ย.) เพื่อจ่ายเงินปันผล 2.24 บาท
วันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD ราคาปิดลดลง 2.25 บาท ซึ่งมากกว่าเงินปันผลจ่ายเสียอีกนะครับ
เท่านั้นยังไม่พอ เพราะเปิดมาวันที่ 16 เม.ย. ราคายังปรับลงอีก 1 บาท และวันที่ 17 เม.ย.ร่วงอีก 0.75 บาท สะท้อนให้เห็นว่าไม่มีแรงรับ (ซื้อ) เข้ามาเลย หรืออาจจะมีการซื้อเข้ามาบางช่วงเวลา แต่เมื่อราคาถูกดันขึ้น จะถูกถล่มขายต่อทันที
ส่วนวานนี้ เอสซีบี เอกซ์ (SCB) ราคาหุ้นหลังขึ้น XD ปรับลงมาพอ ๆ กับเงินปันผลจ่ายเช่นกัน
และอาจจะมีแนวโน้มว่า วันถัดไป ราคาอาจจะปรับลงต่อ หากผลประกอบการไม่ได้ทำเซอร์ไพรส์อย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนในวันที่ 21-24 เม.ย.นี้ จะมีหุ้นแบงก์ทยอยขึ้น XD อีก แต่ราคากลับถูกปรับลงก่อน เพราะหุ้นแบงก์ที่ขึ้น XD ก่อนหน้านี้ ราคาต่างลงมากกว่าเงินปันผล ทำให้เกิดเซนติเมนต์เชิงลบได้
การขายหุ้นแบงก์หลังขึ้นเครื่องหมาย XD สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มต่างชาติเข้าถือหุ้นแบงก์เพื่อ “ถือกินปันผล” เป็นรูปแบบการลงทุนที่เรียกว่า Dividend play ที่ไม่ใช่การถือแบบระยะยาว (อาจจะมีคงเหลือหุ้นไว้บ้าง ไม่ได้เทขายทั้งหมด)
อาจจะมีคำถามว่า แล้วต่างชาติไม่รอผลประกอบการงวดไตรมาส 1/69 เหรอ?
แล้วหากกำไรสุทธิออกมาดีล่ะ จะเกิดแรงซื้อกลับไหม?
หากดูจากการประเมินของนักวิเคราะห์จากหลายโบรกเกอร์ ต่างค่อนข้างมองตรงกันครับว่า กำไรสุทธิเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อนจะปรับลง แต่หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กำไรจะเพิ่มขึ้นบ้าง
เหตุที่กำไรลดลง ปัจจัยหลัก ๆ จากเรื่องของส่วนต่างดอกเบี้ย หรือ Net Interest Margin (NIM) ที่แคบลง
ไม่เพียงเท่านั้นนะครับ คือต่างชาติเวลาลงทุน เขาจะมองไปข้างหน้า มองแบบ (ค่อนข้าง) ยาว วิเคราะห์ข้ามไตรมาส หรือข้ามปีกันไปเลยว่าในระยะ 1 ปี หรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงของหุ้นธนาคารมีอะไรบ้าง และจะถูกสรุปออกมาเป็นข้อ ๆ
เช่น อย่างเรื่องของ NIM นอกจากจะมีผลกับไตรมาสแรกของปี 69 แล้ว มันจะมีผลกระทบไปยังไตรมาสถัด ๆ ไปได้อีก เนื่องจากรายได้หลักของหุ้นแบงก์ ยังคงมาจาก “รายได้จากดอกเบี้ย”
หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล เป็นอีกปัจจัยลบ เพราะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ปัจจัยเหล่านี้ต่างชาติมองว่า จะเป็น “ปัจจัยเสี่ยง” ทำให้แบงก์อาจมีโอกาสที่จะต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้น แม้ว่าปัจจุบันเงินกองทุนของแบงก์ตจะอยู่ในระดับสูง
และสูงกว่าเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ค่อนข้างมาก
นอกเหนือจากปัจจัยที่เกิดขึ้นกับแบงก์โดยตรง
ยังมีเรื่อง เช่น ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่า อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความเสี่ยงจะขาดทุน FX ได้ครับ เงินจึงถูกโยกไปยังตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า
นี่ยังรวมถึงนโยบายทางด้านการเงิน โดยเฉพาะเรื่อง “อัตราดอกเบี้ย” ทั้งของสหรัฐฯ และประเทศไทย และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทย ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง การบริโภคฟื้นช้า
จากทปัจจัยที่ว่ามา ทำไห้มีการมองตัวเลขข P/BV และ Dividend Yield อาจไม่ “ดึงดูด” เท่าเดิม
ประกอบกับราคาหุ้นแบงก์ที่ปรับขึ้นมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 4 แบงก์ใหญ่ KBANK BBL SCB และ KTB ทำให้ “อัพไซด์จำกัด” เลยเกิดการขายทำกำไร
ทว่า ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ไม่ได้แปลว่าพื้นฐานแบงก์แย่ทันที แต่เป็น “จังหวะทำกำไร”
แต่เชื่อว่า การขายของต่างชาติไม่ถึงกับขายทิ้งหุ้นแบงก์ไปซะทีเดียวหรอกครับ
เพราะเมื่อราคาหุ้นลงมาในระดับที่พวกเขาพิจารณาดูแล้วว่าเหมาะสม สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ก็น่าจะเริ่มเห็นการกลับมาทยอยสะสมหุ้นแบงก์อีกครั้ง เพราะถึงอย่างไร หุ้นแบงก์สำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น ยังคงเป็น “แม่เหล็ก” สำคัญครับ