เดาทางไม่ถูก

หลังจากตลาดหุ้นไทยผ่านมรสุมสงครามระหว่าง “สหรัฐฯ” กับ “อิหร่าน”  ที่รุนแรงในช่วงแรก ๆ มาได้ ต่อจากนั้นตลาดหุ้นไทยก็แกว่งตัวขึ้นอย่างช้า ๆ


หลังจากตลาดหุ้นไทยผ่านมรสุมสงครามระหว่าง “สหรัฐฯ” กับ “อิหร่าน”  ที่รุนแรงในช่วงแรก ๆ มาได้ ต่อจากนั้นตลาดหุ้นไทยก็แกว่งตัวขึ้นอย่างช้า ๆ จนดัชนีขึ้นมายืนเหนือ 1,500 จุดก่อนหยุดยาวสงกรานต์ แต่หลังจากนั้นก็ถูกถล่มอย่างหนักหน่วง พร้อมกับลงมายืนใต้แนวต้านดับดังกล่าวอีกครั้งนั้น เดี๊ยนมองเป็นเกมที่เดาทางยากเหลือเกิน เพราะเรื่อง “เปิด” และ “ปิด” ช่องแคบฮอร์มุซเปลี่ยนทุกวันนะซี

ประกอบกับมีการประเมินตัวเลขจีดีพีของประเทศไทยปีนี้จะโตแค่ 1.5% ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปรับตัวขึ้นของดัชนี แต่วานนี้ดัชนียังสามารถยืนปิดที่ระดับ 1,481.85 จุด ลบไป 0.60 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.40 หมื่นล้านบาทแบบนี้ “โมนิก้า” พูดได้คำเดียวว่า เหนือคาดหมาย! เพราะโมเมนตัมหลายอย่างก็ไม่เป็นใจ แต่หุ้นไทยยังพยายามบวกสวนเป็นระยะ เดี๊ยนถึงไปไม่เป็นพะยะค่ะ

โดยเฉพาะในรายของปูนใหญ่ SCC ที่วานนี้ยืนปิดที่ระดับ 229 บาท ลบไป 1 บาท หรือขึ้นไป 0.43% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.86 พันล้านบาท ซึ่งเป็นระดับเดียวกับก่อนเกิดสงครามแบบนี้ “โมนิก้า” จึงสงสัยว่า ปูนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบเรื่องต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเลยเหรอ? รวมทั้งกำลังซื้อที่หดหายไปเป็นจำนวนมากไม่มีผลกับกำไรของบริษัทจริงเหรอ?..ใครรู้ช่วยตอบหน่อยจ้า

ขนาดหนึ่งในตัวท็อปที่ได้ประโยชน์จากสต๊อกน้ำมัน และเม็ดพลาสติกขาดแคลนอย่าง IRPC ยังต้องยอมมอบตัวเมื่อสถานการณ์รอบด้านเปลี่ยนไปจากเดิม ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงจากที่ทำไฮไว้บริเวณ 2 บาทร่วงลงมาเรื่อย ๆ จนวานนี้เห็นหุ้นลงมายืนอยู่ที่ 1.54 บาท ลบไป 0.09 บาท หรือลงไป 5.50% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 195 ล้านบาทแบบนี้ เดี๊ยนมองเป็นเรื่องที่เมกเซนส์อย่างไม่ต้องสงสัยนะจะบอกให้

ประเด็นดังกล่าวทำให้ “โมนิก้า” ต้องเอ่ยถึงหุ้น CPALL เพื่อชี้ให้เห็นความกังวลที่มีต่อกรรมการอิสระโหวตไม่เห็นด้วยที่จะเอา .เคาน์เตอร์เซอร์วิส, .ไทยสมาร์ทคาร์ด และ บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า เข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ของ บ.เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บ.เครือเจริญโภคภัณฑ์ อีฉันถือเป็นเรื่องปกติในการเก็บของที่มีแวลูไว้กับบริษัทนะจ๊ะ

นอกจากนี้อย่าลืมว่า สาเหตุที่ประชุมบอร์ดเสนอวาระดังกล่าว ก็เป็นไปตามคำขอแบงก์ชาติที่อยากให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเงินให้ไปรวมอยู่ที่เดียวกันก็เท่านั้นเอง! และที่สำคัญคือ เมื่อกรรมการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียงดออกเสียง จึงทำให้กรรมการอิสระเป็นคนโหวตไม่เห็นด้วยเอง และเรื่องนี้ไม่ได้เป็นปมที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในบริษัทแต่อย่างใด..ทราบแล้วบอกต่อด้วยนะคะ

สถานการณ์ข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” ต้องเอ่ยถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับหุ้น BCP ก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นผลมาจากการไม่ปฎิบัติตามกฎระเบียบที่มีมาเนิ่นนาน เลยทำให้ผู้คนเคลือบแคลงสงสัยในการกระทำดังกล่าว แต่ทันทีที่ทำตามกฎระเบียบที่วางไว้ตั้งแต่ต้น สถานการณ์ก็กลับสู่ภาวะปกติ และไม่มีแรงกระเพื่อมที่ทำให้ผู้ถือหุ้นไม่สบายใจ..จริงหรือไม่? ลองถามใจตัวเองดูแล้วกัน..อิอิอิ

ส่วนอีกหนึ่งเรื่องร้อนที่น่าสนใจก็คือ ในวันที่ 22 เม.ย. 69  เป็นวันที่อัยการสูงสุดขีดเส้นตายมหากาพย์คดีปั่นหุ้น MORE ที่ยืดเยื้อ และหลอกหลอนนักลงทุนเป็นเวลานานจะต้องจบลงเสียที! เนื่องจาก  “เฮียม้อ” “เฮียสมนึก” และ “เจ๊ปุณฑรีก์” ยังไม่ถูกฟ้อง เพราะใช้สิทธิ์ทางกฎหมายเลื่อนนัดพบอัยการมากถึง 10 ครั้ง…งานนี้พี่น้องนักลงทุนเตรียมปูเสื่อรอฟังข่าวใหญ่ได้ทันทีว่า  หวยจะออกหน้าไหนเจ้าค่ะ

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button