“คลัง” เผย ศก.ไทย ก.ย. ปรับตัวดีขึ้น หลังคลายล็อก หนุนบริโภค-ลงทุนเอกชน ขยายตัว

“คลัง” เผย ศก.ไทย ก.ย. ปรับตัวดีขึ้น หลังคลายล็อก หนุนบริโภค-ลงทุนเอกชน ขยายตัว

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน ก.ย.63 โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ย.63 ปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากเดือนก่อน โดยเฉพาะในด้านอุปสงค์ สะท้อนจากการบริโภคสินค้าคงทนและการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากมาตรการผ่อนคลายการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เช่นเดียวกับการส่งออกสินค้าที่หดตัวในอัตราชะลอลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ด้านอุปทาน พบว่า ภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมยังคงปรับตัวดีขึ้น แต่ภาคบริการด้านการท่องเที่ยวยังคงชะลอตัว

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ระดับราคาคงที่ปรับตัวดีขึ้น โดยกลับมาขยายตัว 0.1% ต่อปี และขยายตัว 3.3% จากเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล สอดคล้องกับการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน ที่สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งและปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ปรับตัวดีขึ้น โดยขยายตัว 32.6% และ 0.7% จากเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล และหดตัวในอัตราชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -12.2% และ -0.2% ต่อปี ตามลำดับ ส่วนหนึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากรายได้เกษตรกรที่แท้จริงขยายตัวเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันและขยายตัวสูงสุดในรอบ 25 เดือน ที่ 10.5% ต่อปี อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 50.2 หลังจากมีการชุมนุมทางการเมืองหลายครั้งในเดือนก.ย.63

เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน ส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์กลับมาขยายตัว 13.5% ต่อปี และขยายตัว 5.0% จากเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล สอดคล้องกับปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนขยายตัว 4.4% จากเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล และหดตัวในอัตราที่ชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -7.5% ส่วนการลงทุนในหมวดการก่อสร้างปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนเช่นกัน สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ขยายตัว 0.9% ต่อปี ในขณะที่การจัดเก็บภาษีการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัว 4.7% จากเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล และหดตัวชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -13.0% บ่งชี้ถึงการลงทุนภาคเอกชนค่อย ๆ ฟื้นตัวมากขึ้น

เศรษฐกิจภาคการค้าระหว่างประเทศปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ หดตัวในอัตราที่ชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -3.9% และเป็นการปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน จากการขยายตัวต่อเนื่องในกลุ่มสินค้า 1) สินค้าอาหาร เช่น น้ำมันปาล์ม และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ขยายตัว 435.3% และ 50.3% ต่อปี ตามลำดับ สอดคล้องกับการส่งออกสุกรสดแช่เย็นแช่แข็ง สิ่งปรุงรสอาหาร และอาหารสัตว์เลี้ยงที่ขยายตัวต่อเนื่อง 2) สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน (Work from Home) อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์และส่วนประกอบ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อาทิ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง เครื่องซักผ้า และโซลาร์เซลล์ เป็นต้น และ 3) สินค้าที่เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อและลดการแพร่ระบาด เช่น ถุงมือยาง ที่ขยายตัวต่อเนื่องนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาด โดยเฉพาะในประเทศที่มีการแพร่ระบาดสูงอย่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ขณะที่ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ เป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงสำหรับประเทศที่มีการแพร่ระบาดรุนแรงในแถบเอเชีย อย่างไรก็ดี การส่งออกยานยนต์ น้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และแผงวงจรไฟฟ้ายังคงชะลอตัว

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ตลาดคู่ค้าหลักของไทยเกือบทุกตลาดปรับตัวดีขึ้นโดยการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ที่ 19.7% ต่อปี เช่นเดียวกับการส่งออกไปจีน ออสเตรเลีย เวียดนาม มาเลเซีย และเกาหลีใต้ กลับมาขยายตัวอีกครั้ง สะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของประเทศคู่ค้าหลักของไทย

เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทานปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยหดตัวในอัตราที่ชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -2.8% จากการขยายตัวในอุตสาหกรรมการแปรรูปผักและผลไม้ อุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรค และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกันมาอยู่ที่ระดับ 85.2 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการผ่อนคลายการล็อคดาวน์ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวขึ้น รวมทั้งการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ในช่วงที่ผ่านมา ช่วยให้กำลังซื้อในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น สำหรับภาคเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรขยายตัว 0.2% ต่อปี จากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตข้าว ข้าวโพด และไก่เนื้อ เป็นต้น ในขณะที่สถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 ที่มีการแพร่ระบาดต่อเนื่องในต่างประเทศ ส่งผลให้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยต่อเนื่องเป็นที่ 6 นับตั้งแต่เดือนเม.ย.63 ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงชะลอตัว

เสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -0.7% ต่อปี และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.3% ต่อปี ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนส.ค.63 อยู่ที่ 47.9% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ส่วนเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับมั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนก.ย.63 อยู่ในระดับสูงที่ 251 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะที่ นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการ สศค. เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือน ก.ย.63 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจภูมิภาคในเดือนก.ย.63 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในหลายภูมิภาค อาทิ ภาคเหนือ และภาคตะวันออก โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชน โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในช่วงที่ผ่านมา

– เศรษฐกิจภาคเหนือ ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า โดยในเดือน ก.ย.63 เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งสะท้อนจากจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ขยายตัว14.1% และ 2.8% ต่อปี ตามลำดับ โดยได้รับปัจจัยสนัยสนุนจากรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวได้ 1.5% ต่อปี สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน พบว่า จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่กลับมาขยายตัวที่ 10.1% ต่อปี และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ ขยายตัวได้ 723.1% ต่อปี ด้วยเงินทุนจำนวน 1,964 ล้านบาท จากโรงงานทำแป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้งในจังหวัดลำปาง เป็นสำคัญ

อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวยังชะลอตัว โดยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนและรายได้จากการเยี่ยมเยือนลดลง -35.2% และ -55.4% ต่อปี ตามลำดับ จากเดือนก่อนหน้าที่ลดลง -35.2% และ -59.3% ต่อปี ตามลำดับ สำหรับในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ พบว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -1.0% ต่อปี จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ -0.5% ต่อปี จากราคากลุ่มพลังงานและอาหารสดที่ลดลง

– เศรษฐกิจภาคตะวันออก ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า โดยในเดือน ก.ย.63 เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชนซึ่งสะท้อนจากรายได้เกษตรกรขยายตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าที่ 20.8% ต่อปี มาอยู่ที่ 15.0% ต่อปี และภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ที่ขยายตัวได้ 0.1% ต่อปี ซึ่งเป็นการกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนก.พ.63 สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวได้ดีอยู่ที่ร้อยละ 164.5 ต่อปี ด้วยเงินทุนจำนวน 3,020 ล้านบาท จากโรงงานฆ่าสัตว์ปีกในจังหวัดสระแก้ว เป็นสำคัญ นอกจากนี้ จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่กลับมาขยายตัวได้ที่ 6.3% ต่อปี ซึ่งเป็นการกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน นับตั้งแต่ต.ค.62

อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวยังชะลอตัว โดยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนและรายได้จากการเยี่ยมเยือนลดลง -44.1% และ -72.6% ต่อปี ตามลำดับ เทียบกับที่ลดลง -44.4% และ -74.8% ต่อปี ตามลำดับ ในเดือนก่อนหน้า สำหรับด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ พบว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -1.0% ต่อปี จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ -0.8% ต่อปี

– เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า โดยในเดือน ก.ย.63 เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชนหลายตัวปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่อง เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยขยายตัวอยู่ที่ 22.9% 7.0% และ 2.3% ต่อปี ตามลำดับ สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ขยายตัวอยู่ที่ 2.2% ต่อปี ซึ่งเป็นการกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 11 เดือน นับตั้งแต่ก.ย.62

อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวยังชะลอตัว โดยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนและรายได้จากการเยี่ยมเยือนลดลง -32.3% และ -43.5% ต่อปี ตามลำดับ จากเดือนก่อนหน้าที่ลดลง -32.3% และ -46.7% ต่อปี ตามลำดับ สำหรับในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ พบว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -1.0% ต่อปี จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ -0.3% ต่อปี

– เศรษฐกิจภาคกลาง ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าโดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชน โดยในเดือน ก.ย.63 เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และรายได้เกษตรกรขยายตัว 1.9% และ 8.5% ต่อปี ตามลำดับ สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน พบว่าจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ชะลอตัวมาอยู่ที่ -32.7% ต่อปี จากเดือนก่อนหน้าชะลอตัวลงที่ -37.8% ต่อปี

อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวยังชะลอตัว โดยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนและรายได้จากการเยี่ยมเยือนลดลงอยู่ที่ -48.6% และ -61.8% ต่อปี ตามลำดับ แต่ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ชะลอตัว -54.2% และ -66.6% ต่อปี ตามลำดับ สำหรับในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ พบว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -1.1% ต่อปี จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ -0.9% ต่อปี

– เศรษฐกิจภาคตะวันตก ดีปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าโดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน โดยในเดือน ก.ย.63 เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวสูงที่ 179.7% ต่อปี ด้วยเงินทุนจำนวน 469 ล้านบาท จากโรงงานชุบโลหะและเคลือบผิวโลหะด้วยกัลวาไนซ์ในจังหวัดเพชรบุรี เป็นสำคัญ นอกจากนี้ จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 2.2% ต่อปี มาอยู่ที่ 0.7% ต่อปี สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งสะท้อนจากรายได้เกษตรกรขยายตัวต่อเนื่องมาอยู่ที่ 29.4% ต่อปี

อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวยังชะลอตัว โดยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนและรายได้จากการเยี่ยมเยือนลดลง -18.3% และ -44.2% ต่อปี ตามลำดับ แต่ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ชะลอตัว -21.3% และ -45.9% ต่อปี ตามลำดับ สำหรับด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ พบว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -1.1% ต่อปี จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ -0.8% ต่อปี

– เศรษฐกิจภาคใต้ ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าโดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน โดยในเดือน ก.ย.63 เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ที่ขยายตัว 3.8% ต่อปี ซึ่งเป็นการกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่ก.พ.63 นอกจากนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวได้ดีอยู่ที่ 88.7% ต่อปี ด้วยเงินทุนจำนวน 516 ล้านบาท จากศูนย์บริการซ่อมรถยนต์ในจังหวัดปัตตานี เป็นสำคัญ นอกจากนี้ เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากการขยายตัวของรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวต่อเนื่องมาอยู่ที่ 26.0% ต่อปี

อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวยังชะลอตัว โดยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนและรายได้จากการเยี่ยมเยือนลดลง -63.8% และ -85.1% ต่อปี ตามลำดับ แต่ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ชะลอตัว -67.8% และ -87.5% ต่อปี ตามลำดับ สำหรับด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ พบว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -1.3% ต่อปี จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ -1.1% ต่อปี

– เศรษฐกิจ กทม.และปริมณฑลดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยในเดือน ก.ย.63 เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจาก ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ที่ลดลง -0.1% -23.1% และ -4.5% ต่อปี ตามลำดับ จากเดือนก่อนหน้าที่ลดลง -3.0% -30.7% และ -9.8% ต่อปี ตามลำดับ เช่นเดียวกับเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ที่ลดลงมาอยู่ที่ -14.7% ต่อปี จากเดือนก่อนหน้าที่ลดลง -20.2% ต่อปี

อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวยังชะลอตัว โดยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนและรายได้จากการเยี่ยมเยือนลดลง -67.9% และ -84.1% ต่อปี ตามลำดับ แต่ชะลอตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ลดลง -65.7% และ -84.3% ต่อปี ตามลำดับ สำหรับในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ พบว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -0.55% ต่อปี จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ -0.51% ต่อปี