ม็อบสะท้าน หุ้นสะเทือน!

การชุมนุมทางการเมืองกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เหมือนจะเป็นของแสลงคู่กันมาทุกยุคสมัย เพราะเมื่อไหร่ที่เกิดการรวมตัวชุมนุมทางการเมือง บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

เส้นทางนักลงทุน

การชุมนุมทางการเมืองกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เหมือนจะเป็นของแสลงคู่กันมาทุกยุคสมัย เพราะเมื่อไหร่ที่เกิดการรวมตัวชุมนุมทางการเมือง บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

เหตุเพราะเมื่อไหร่ที่เกิดการชุมนุมทางการเมืองขึ้น นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติก็จะแห่เทขายหุ้นกันอยู่เป็นประจำ

ตามการสำรวจผลกระทบของการชุมนุมทางการเมืองในอดีต จะพบว่าผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองส่วนใหญ่จะมีผลลบในช่วง 1 สัปดาห์มากกว่าในระยะยาว ยกเว้นกรณีม็อบพันธมิตรปิดสนามบิน เดือน พ.ย. 2551 ที่ดัชนีร่วงไปถึง (-14.10%) ในช่วง 1 เดือนหลังจากการชุมนุม

กระทั่งเข้าสู่การชุมนุมในปี 2563 เริ่มด้วยเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 “เยาวชนปลดแอก” ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยก่อนวันชุมนุม 1 วัน ดัชนีปิดที่ 1,359.58 จุด แล้วหลังจากชุมนุม 1 วัน ดัชนีปิดที่ 1,358.29 จุด ถัดมาเกิดการชุมนุมวันที่ 16 ส.ค. 2563 “คณะประชาชนปลดแอก” ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยก่อนวันชุมนุม 1 วัน ดัชนีปิดที่ 1,327.05 จุด แล้วหลังจากชุมนุม 1 วัน ดัชนีปิดที่ 1,320.91 จุด

ถัดมาเกิดการชุมนุมวันที่ 19 ก.ย. 2563 การชุมนุมของนักศึกษาที่สนามหลวง โดยก่อนวันชุมนุม 1 วัน ดัชนีปิดที่ 1,288.38 จุด แล้วหลังจากชุมนุม 1 วัน ดัชนีปิดที่ 1,275.16 จุด ถัดมาเกิดการชุมนุมต่อเนื่องนับจากวันที่ 13 ต.ค. 2563-ปัจจุบัน มีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคณะราษฎร 2563 โดยก่อนวันชุมนุม 1 วัน ของวันที่ 13 ต.ค. 2563 ดัชนีปิดที่ 1,263.99 จุด แล้วกระทั่งถึงวันชุมนุมในปัจจุบัน ได้กดดันดัชนีร่วงลงมาจนเกือบจะหลุดระดับ 1,200 จุดแล้ว

ทั้งนี้ หลายคนจึงตั้งคำถามว่าจะร่วงต่อไปได้ถึงเท่าไหร่ ? เพราะการชุมนุมก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง!!!

คำตอบคร่าว ๆ จากอดีตหลังจากผ่านพ้นการชุมนุมไป 1 เดือน ความเสี่ยงของการชุมนุมจะเริ่มไม่มีนัยต่อตลาดหุ้น เห็นได้จากการแรลลี่ของตลาดหุ้นไทยทุกครั้ง และหลังเหตุการณ์ชุมนุมผ่านไป 1 เดือน สะท้อนว่าความเสี่ยงทางการเมืองจะเป็นโอกาสที่ดีในการซื้อลงทุนในช่วง 1 เดือน หลังจากการชุมนุม

เอาเป็นว่าก่อนจะไปถึงการยุติการชุมนุม “ผลกระทบจากการชุมนุมต่อตลาดหุ้น” จะมีผลกระทบไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอะไรบ้าง

มีการรวบรวมข้อมูลจาก บล.กรุงไทย ซีมิโก้ จํากัด มานำเสนอเพื่อป้องกันความเสี่ยงขณะลงทุนช่วงเกิดการชุมนุม เพราะกลุ่มอุตสาหกรรมอาจได้รับผลกระทบ

เช่นกลุ่มสถาบันการเงิน ผลกระทบคาดว่าจะทำให้ NPLs สูงขึ้นและการตั้งสำรองปรับสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลลบต่อผลกำไร

สำหรับหลักทรัพย์คาดได้รับผลกระทบ อย่าง ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK จะได้รับผลกระทบสูงสุดจากการมีสัดส่วน SMEs สูงสุด 33% ของพอร์ตสินเชื่อ

ต่อมามี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB, บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO และธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP มีสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยสูง แต่ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อมีหลักประกัน

ส่วน ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL มีความเสี่ยงน้อยสุด เพราะ 43% ของพอร์ตเป็น Corporate และมีสินเชื่อรายย่อยน้อยกว่าคู่แข่ง

กลุ่มค้าปลีก ผลกระทบคาดว่าผู้ประกอบการที่ขายสินค้าฟุ่มเฟือย (Discretionary products) และมีสัดส่วนยอดขายมาจากสาขาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการชุมนุม สำหรับหลักทรัพย์กลุ่มนี้มีโอกาสรับผลกระทบ อย่าง บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO, บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL โดยจะได้รับผลกระทบจำกัดเนื่องจากเน้นขายสินค้าในชีวิตประจำวัน และมีสาขากระจายไปทั่วประเทศ

กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ผลกระทบคาดว่าโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลอาจมีความล่าช้าหากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือการชุมนุมยืดเยื้อ มีหลักทรัพย์อย่าง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC แต่ถึงอย่างไรก็ยังปลอดภัยสุด เพราะมี Backlog สูงสุด

กลุ่มรถไฟฟ้า คาดว่าจะมีผลกระทบจำกัดจากการปิดรถไฟฟ้าบางช่วงและบางสถานี สำหรับหลักทรัพย์รับผลกระทบ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS และ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM

กลุ่มอิงท่องเที่ยว ด้วยจากสถิติในอดีตพบว่าการชุมนุนที่ยืดเยื้อรุนแรง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคท่องเที่ยวและโรงแรม สำหรับหลักทรัพย์ได้รับผลกระทบ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL

สุดท้ายการชุมนุมทางการเมืองยังคงมีอิทธิพลกดดันต่อตลาดหุ้นเสมอ!!!