แรลลี่ยาว ?

*วันนี้ “โมนิก้า” ขออนุญาตเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยมากนิดหนึ่ง หลังดัชนีพุ่งพรวดขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,346.72 จุด ก่อนจะย่อตัวลงมาปิดที่ 1,341.24 จุด บวกไป 55.36 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายกระฉูดขึ้นไปถึง 1.67 แสนล้านบาท พร้อมกับสร้างวาทกรรม “รุ่งอรุณของวันใหม่..สู่ทางเดินอันสดใส” ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่ดีเลยทีเดียว เพราะหลายคนเชื่อว่า ตลาดหุ้นไทยจะเดินหน้าขึ้นได้อีกพะยะค่ะ

เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*วันนี้ “โมนิก้า” ขออนุญาตเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยมากนิดหนึ่ง หลังดัชนีพุ่งพรวดขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,346.72 จุด ก่อนจะย่อตัวลงมาปิดที่ 1,341.24 จุด บวกไป 55.36 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายกระฉูดขึ้นไปถึง 1.67 แสนล้านบาท พร้อมกับสร้างวาทกรรม “รุ่งอรุณของวันใหม่..สู่ทางเดินอันสดใส” ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่ดีเลยทีเดียว เพราะหลายคนเชื่อว่า ตลาดหุ้นไทยจะเดินหน้าขึ้นได้อีกพะยะค่ะ

*ประเด็นดังกล่าวทำให้นักเล่นสายลุยเริ่มมีการตั้งคำถามว่า ถึงเวลาตลาดหุ้นไทยวิ่งยาวแล้วใช่ไหม ? เพราะเมื่อมองในมุมของเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาแสนล้าน (ขายออกไป 3 แสนล้านบาท) น่าจะทำให้ตลาดหุ้นไทยวิ่งขึ้นเบาะ ๆ ร้อยจุดกระมั้ง ! ซึ่งจะทำให้หุ้นกลุ่มบลูชิพอยู่ในอาการคึกสุดขีดต่อไปถึงสิ้นปี พร้อมกับมีการกล่าวอ้างถึงปรากฏการณ์ December Effect และ January Effect หนาหูเหลือเกินนะจ๊ะ

*ตรงนี้เป็นประเด็นที่ “โมนิก้า” อยากเอ่ยถึงมากสุด เพราะการมาของวัคซีนป้องกันโควิด-19 ทำให้ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตท่องเที่ยวได้เหมือนเดิม และยังทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น หรือแม้กระทั่งขาช้อปก็แฮปปี้กับเรื่องดังกล่าว ซึ่งมีการประเมินเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจจะสะพัดอย่างมีนัยสำคัญ เดี๊ยนถึงต้องยกเครื่องกระบวนความคิดใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับตัวแปรที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเจ้าค่ะ

*โดยเฉพาะในรายของเสือนอนกิน AOT อาศัยข่าววัคซีนเปิดกระโดดขึ้นไปแตะระดับ 69 บาท ด้วยวอลุ่มที่แน่นขนัด น่าจะเป็นภาพสะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อธุรกิจกลับมาอีกครั้ง วานนี้ถึงเห็นหุ้นย่อตัวลงมาเล็กน้อย ก่อนจะแกว่งตัวไปมาตลอดทั้งวัน จนสุดท้ายยืนปิดที่ระดับ 67.75 บาท บวกไป 10.50 บาท หรือขึ้นไป 18.34% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.14 หมื่นล้านบาท ก็เป็นจุดที่ทำให้เชื่อว่า หุ้นน่าจะไปต่อได้นะคะ

*เฉกเช่นเดียวกับน้องมิ้น MINT ทำท่าจะนอนพับนอนหงายอีกรอบ แต่ทันทีที่หนทางรอดของธุรกิจเปิดกว้างอีกครั้ง บรรดากองทุนก็กระโจนใส่แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก (ดันรับข่าวดี) เพราะในไม่ช้าธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศจะกลับมาดีดั่งเดิม หุ้นถึงพุ่งพรวดขึ้นมาปิดที่ระดับ 23.10 บาท บวกไป 4.80 บาท หรือขึ้นไป 26.23% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 9.37 พันล้านบาท ก็เป็นจังหวะที่ต้องไหลตามน้ำทันทีนะตัวเอง

*ขนาดหุ้นที่หายหน้าหายตาไปนานอย่าง CRC ยังโผล่หน้าขึ้นมาติด 1 ใน 10 ของกระดาน Most Active ตั้งแต่เปิดเทรด น่าจะเป็นการยืนยันว่า ทุกคนจัดเต็มจริง ๆ หุ้นถึงหลุดพ้นจากสภาพง่อยเปลี้ยเสียที และการยืนปิดที่ 32.50 บาท บวกไป 4 บาท หรือขึ้นไป 14.04% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3.03 พันล้านบาท น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการไล่ราคาขึ้นไปยืนเท่ากับราคาไอพีโอ 42 บาทกระมั้ง!..อิอิอิ

*เช่นเดียวกับหุ้นโรงหมอ BDMS เริ่มมีชีวิตชีวาเพราะเริ่มเห็นโอกาสในการปั๊มกำไรชัดเจนสุดในรอบ 8 เดือน “โมนิก้า” ถึงต้องโอนอ่อนตามกระแสไปกับเขา เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในเที่ยวนี้ มันทำให้เชื่อแบบนั้นจริง ๆ จึงมองการยืนปิดที่ระดับ 20.80 บาท บวกไป 2.30 บาท หรือขึ้นไป 12.43% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3.26 พันล้านบาท น่าจะเป็นเกมที่ต้องมองยาว ๆ เพราะการขึ้นไปหายอดเดิมบริเวณ 23.50 บาท ไม่ใช่เรื่องหมู ๆ นะซี

*คล้ายกับการเปิดกระโดดของแบงก์สีเขียว KBANK ก่อนจะยืนปิดที่ 94.25 บาท บวกไป 13.75 บาท หรือขึ้นไป 17.08% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.07 หมื่นล้านบาท ล้วนเป็นกลไกปกติที่พบเห็นได้เป็นประจำในยามที่มีความเชื่อว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังผ่านจุดต่ำสุด และต่อจากนี้ระบบการเงินจะอัดฉีดเงินเข้าสู่ธุรกิจต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งจะทำให้หนี้เสียในระบบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงทำให้หุ้นแบงก์ตัวนี้เด่นสุดไงล่ะค่ะ

*หุ้นอีกตัวที่เด่นสุดในแง่วิ่งแรงต้องยกให้ AWC แต่เพียงผู้เดียว เพราะข้อมูลที่ทุกคนทราบกันเป็นอย่างดีคือ P/E 100 เท่า แต่ยังตามเข้ามาเล่นเหมือนหมูไม่กลัวน้ำร้อน “โมนิก้า” จึงจำเป็นต้องเอ่ยถึงการขึ้นมาปิดที่ 4.08 บาท บวกไป 0.68 บาท หรือขึ้นไป 20% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.81 พันล้านบาท เพื่อชี้ให้เห็นว่า กระแสความเชื่อมาแรงกว่าความจริง บวกกับมีประเด็นเรื่องเงินทุนไหลเข้าเป็นแรงหนุน ส่งผลให้ทุกอย่างดูวิบวับไปหมดพะยะค่ะ