NER วอลุ่มแน่น-บวก 10% ลุ้นผลงาน Q4 โตเด่นต่อเนื่อง-ทั้งปีรายได้ทะลุเป้า 1.7 หมื่นลบ.

NER วอลุ่มแน่น-บวก 10% ลุ้นผลงาน Q4 โตเด่นต่อเนื่อง-ทั้งปีรายได้ทะลุเป้า 1.7 หมื่นลบ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER ณ เวลา 11.28 น. อยู่ที่ระดับ 4.30 บาท บวก 0.38 บาท หรือ 9.69% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 211.28 ล้านบาท  คาดขาขึ้นรอบใหม่รับผลงานไตรมาส 4 โตเด่นต่อเนื่อง

โดยก่อนหน้านี้นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2563 มั่นใจผลการดำเนินงานยังคงเติบโตโดดเด่นทำนิวไฮต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปี 2563 มีโอกาสเติบโตสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยคาดรายได้ 17,000 ล้านบาท และยอดขาย 365,000 ตัน อีกทั้งยังมีโมเมนตัมการเติบโตที่โดดเด่นต่อเนื่องในปี 2564 ตามปริมาณคำสั่งซื้อที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงอานิสงส์ราคายางพาราที่มีแนวโน้มขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง ตามปริมาณความต้องการในตลาดโลก

นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเดินหน้าขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะประเทศอินเดีย เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่และอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง ซึ่งล่าสุดอยู่ระหว่างการเจรจาลูกค้ารายใหญ่ในประเทศอินเดีย สัญญา Long Term Contact จำนวน 2 ราย เบื้องต้นคาดจะสามารถสรุปรายละเอียดเงื่อนไขคำสั่งซื้อที่ชัดเจนได้ภายในช่วงต้นปี 2564

ส่วนผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2563 บริษัทมีกำไรสุทธิ 437.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 414.79 ล้านบาท ขณะที่งวดไตรมาส 3/2563 บริษัทมีกำไรสุทธิ 152.32 ล้านบาท (รวมความเสียหายจากกรณีเกิดเพลิงไหม้อาคารเก็บสินค้าเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2563 จำนวนเงิน 30.89 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวอยู่ระหว่างการเรียกร้องจากบริษัทประกันภัย) เพิ่มขึ้น 3.22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 147.57 ล้านบาท นับเป็นการเติบโตที่โดดเด่นทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ (นิวไฮ) ต่อเนื่องจากไตรมาส 2/2563 ตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายปรับดีขึ้น

โดยในไตรมาส 3/2563 มีปริมาณการขาย 106,292 ตัน ปรับเพิ่มขึ้น 71.67% จากช่วงเดียวกันปีก่อน คิดเป็นรายได้จากการขายรวมทั้งสิ้น 4,336.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.87% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามปริมาณยอดคำสั่งซื้อ (Order) จากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะลูกค้าจากประเทศจีนที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบริษัทได้ทยอยส่งมอบยางพาราสัญญาระยะยาว (Long Term Contact) ให้กับลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางรถยนต์และรถบรรทุกรายใหญ่จากประเทศจีน จำนวน 2 ราย ได้แก่ LLIT และ Triangle Tyre รวม 72,000 ตันต่อปี และเป็นสัญญาระยะสั้นอีกราว 2-3 ราย

ทั้งนี้ คำสั่งซื้อที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น หนุนกำลังการผลิตโรงงานแห่งใหม่ขยับเป็น 70% ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมโรงงาน 2 แห่งในปัจจุบันอยู่ที่ 360,000 ตัน และจะขยับเพิ่มเป็น 406,000 ตันในปี 2564 ขณะเดียวกันบริษัทยังสามารถบริหารจัดการประสิทธิภาพการผลิตได้ดียิ่งขึ้น

คำค้น