“บล.ทิสโก้” คัดเน้นๆ! กลุ่มได้-เสียประโยชน์ “โควิด-19” พร้อมส่องหุ้นนำตลาดฯ ปี 64

"บล.ทิสโก้" คัดเน้นๆ! กลุ่มได้-เสียประโยชน์ "โควิด-19" พร้อมส่องหุ้นนำตลาดฯ ปี 64

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ในประเทศ จะกดดันบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยต้องเฝ้าระวังไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย โดยคาดว่า SET Index จะตอบสนองด้วยการปรับตัวลงราว 2-3% แต่คาดว่าจะเป็นจังหวะดีในการทยอยสะสม/ซื้อคืน หลังจากที่แนะนำให้นักลงทุนระยะสั้นทยอยขายช่วง SET Index ขึ้นเข้าใกล้บริเวณ 1,500 จุดมาโดยตลอดทั้งสัปดาห์ที่แล้ว

“บล.ทิสโก้มองว่าเป็นเหตุการณ์เพียงชั่วคราว และยังให้น้ำหนักน้อยมากที่จะเกิดการแพร่ระบาดรอบ 2 เป็นวงกว้าง จนนำไปสู่การใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั้งประเทศ ขณะที่แนวโน้มกระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flows) ปีหน้า มองยังเป็นบวกอยู่ จากแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่จะเริ่มกลับมาเติบโตอีกครั้งในไตรมาส 1/64 เป็นต้นไป น่าจะหนุนหุ้นไทยปรับขึ้นได้อีกในระยะถัดไป มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นทะลุระดับ 1,500 จุดในต้นปีหน้า เพราะฉะนั้น นักลงทุนระยะกลาง ยังแนะนำถือทนแกว่ง และหาจังหวะสะสมเพิ่ม”         

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครสั่งล็อกดาวน์บางพื้นที่ในจังหวัดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 2563 จนถึง 3 ม.ค. 2564 หลังพบประชาชนติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 548 ราย โดยกว่าครึ่งเป็นแรงงานต่างด้าว นอกจากนี้ในวันต่อมา ยังมีการรายงานผู้ติดเชื้อจากเคสสมุทรสาครเพิ่มอีก 164 ราย รวมเป็น 694 ราย

สำหรับภาคธุรกิจในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เช่น ห้างเซ็นทรัลสมุทรสาคร ประกาศปิดเป็นเวลา 14 วันแล้ว และเริ่มมีข่าวปิดโรงเรียน รวมทั้งการยกเลิกงานอีเวนต์ต่าง ๆ ที่จะจัดขึ้นในช่วงส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ในพื้นที่อื่น ๆ นอกเหนือจากจังหวัดสมุทรสาครด้วย เช่น กรุงเทพมหานคร ประกาศขอความร่วมมืองดจัดงานปีใหม่ การทำงานที่บ้าน (WORK FROM HOME) และปิดโรงเรียนในสังกัดถึง 4 ม.ค. 2564

โดยบล.ทิสโก้คาดว่าหุ้นที่จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวโดยตรงมากที่สุด คือ หุ้นที่มีที่ตั้งและธุรกิจอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร จากการตรวจสอบมีทั้งหมด 13 บริษัท เช่น บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN, บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) หรือ EKH, บริษัท โรงพยาบาลมหาชัย จำกัด (มหาชน) หรือ M-CHAI, บริษัท ศรีวิชัยเวชวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) หรือ VIH เป็นต้น คิดเป็นประมาณ 2% ของจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้ง SET และ mai ทั้งหมดที่มีจำนวน 808 บริษัทขณะที่รายได้และยอดขาย คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.3% และ 0.4% ของผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในช่วง 9 เดือนของปี 2563

อย่างไรก็ตาม คาดว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะมีผลกระทบต่อเนื่องต่อบรรยากาศการบริโภคและการท่องเที่ยวภายในประเทศ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก เช่น ห้างสรรพสินค้า ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN, บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO, บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC, บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO และ บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME ในพื้นที่ถูกสั่งปิดชั่วคราว

สำหรับร้านสะดวกซื้อ ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL เปิดได้ แต่ให้ปิดในช่วงกลางคืน รวมทั้งกลุ่มร้านอาหาร เช่น บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M, บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ZEN, บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ AU และ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ OISHI มีผลกระทบจำกัด เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้โดยรวมเฉลี่ยราว 1-2% เท่านั้น แต่วัตถุดิบอาหารอาจเป็นบวกเล็กน้อย อย่าง บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF จากการกักตุนอาหาร

ส่วนกลุ่มเกี่ยวข้องการท่องเที่ยวและเดินทาง เช่น บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ได้รับผลกระทบเช่นกันจากความระมัดระวังของประชาชนในการเดินทาง ทั้งนี้ จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดว่ารุนแรงยาวนานเพียงใด และกลุ่มแบงก์โดยรวมที่อ่อนไหวกับเศรษฐกิจอาจเผชิญแรงขายระยะสั้นด้วยจากความกังวลเกี่ยวกับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)

สำหรับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัย และหุ้นเทคโนโลยีตามกระแส New Normal จะได้ประโยชน์ อาจมีแรงเก็งกำไรในระยะสั้น เช่น บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT, บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA, บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA, บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE, บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7, บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK, บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT, บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SIS และ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX รวมทั้งการขายประกัน เช่น บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM และ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA

ทั้งนี้ บล.ทิสโก้ยังชอบหุ้นกลุ่มวัฎจักร (Cyclicals) จะขึ้นนำตลาดในปีหน้า จากประโยชน์ที่ได้รับจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและวงจรเงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่า สำหรับ หุ้น Big Cap แนะนำ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, BDMS และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และ หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก (Mid-to-Small Cap) แนะนำ บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS, บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) หรือ TWPC และ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA

สำหรับหุ้นปันผล แนะนำ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP, บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH, บริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) หรือ NYT, ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ พรอสเพค โลจิสติกส์และอินดัสเทรียล หรือ PROSPECT และ บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TVO