กระหน่ำขาย DELTA หลังลากขึ้น 838 บาท ก่อนทุบรวดเดียววูบ 18%

กระหน่ำขาย DELTA หลังลากขึ้น 838 บาท ก่อนทุบรวดเดียววูบ 18%

ผู้สื่อข่าวรายงาน บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA  ปิดตลาดวันนี้(28 ธ.ค.63 ) อยู่ที่ระดับ 560.00 บาท ลบ 124.00 บาท หรือ 18.13%  ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1.23 หมื่นล้านบาท โดยในระหว่างวันราคาปรับตัวสูงสุดที่ระดับ 838 บาท และลงไปทดสอบระดับต่ำสุดของวันที่ระดับ 560.00 บาท คิดเป็นการเปลี่ยนแปลงของราคามากถึง 278 บาท

บล.ยูโอบี เคย์เฮียน ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้(28 ธ.ค.63) ว่า ระวังความผันผวนจากการเข้าคำนวณดัชนี SET50 การเพิ่มขึ้นของหุ้น DELTA อย่างรวดเร็วกว่า 20 เท่า จนถูกนำเข้าสู่การคำนวณ SET50 มีผลสิ้นวันที่ 30 ธ.ค. ทำให้กองทุนอ้างอิงดัชนี SET50 จำเป็นต้องเข้าซื้อหุ้นเพื่อให้สอดคล้องกับการปรับดัชนีและอาจต้องมีการปรับลดน้ำหนักหุ้นบางส่วนในวันทำการสุดท้าย ทำให้ตลาดอาจผันผวนในระยะสั้น เรายังคงคำแนะนำระมัดระวังหุ้น DELTA หลังราคาปรับขึ้นเกินราคาเหมาะสมทางปัจจัยพื้นฐานและมีปริมาณการซื้อขายที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาว

บล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า DELTA  จากการคุยกับผู้บริหารในประเด็นผลประกอบการไตรมาส 4/2563 และแนวโน้มปี  2564 คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 4/2563 จะอ่อนแอลง เทียบไตรมาสก่อนหน้าในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจาก R&D ในยุโรป และค่าขนส่งทางอากาศที่เพิ่มขึ้นกดดัน นอกจากนี้ DELTA ตั้งเป้ารายได้เติบโตขึ้นมากกว่า 10% จากเดิมที่ 5  10% จากอุปสงค์ของ EV, สื่อสาร และการย้ายธุรกิจบางส่วนมาจากจีน แต่อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 547% YTD และการประเมินมูลค่าที่ค่อนข้างแพง 47  52 เท่า PER สำหรับปี 2564 และปี 2563 เทียบกับคู่แข่งที่ 25  35 เท่า ทำให้แนะนำให้ ขาย

ด้านยอดขายคาดอยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท หรือ 528 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 34% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 6% เทียบไตรมาสก่อนหน้า จากผลกระทบทางฤดูกาลประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 5.5% QTD และปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทาน ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 26.1% ในช่วงไตรมาส 3/2563 เป็น 25.5% ด้านสัดส่วนยอดขายสัดส่วนของสินค้า EV ที่มีอัตรากำไรต่ำเพิ่มขึ้นเทียบกับกลุ่มสื่อสาร เช่น Data Center นอกจากนี้คาดว่าค่าใช้จ่ายต่อยอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็น 15.4% เทียบกับ 12.6% ในช่วงไตรมาส 3/2563 เนื่องมาจาก 1) ต้นทุนการขนส่งทางอากาศที่เพิ่มขึ้น 2) ค่าใช้จ่ายด้าน R&D ที่เพิ่มขึ้นจากการเริ่มโครงการใหม่ที่เวียดนาม ทำให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงจาก 13.6% เป็น 10.1%

คาดยอดขายในสกุล USD เพิ่มขึ้น 5% และ  8% สำหรับปี 2563-2564 คิดเป็นรายได้เพิ่มขึ้น 18% และ  15% จากการเติบโตของธุรกิจ EV และการย้ายธุรกิจไต้หวันเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงาน  แต่อย่างไรก็ตามปรับค่าเงินจาก 30.9 บาท เป็น 30.2 บาท/ดอลลาร์ ทำให้ผลประกอบการเพิ่มขึ้นเพียง 3.6% และ  5.6% ตามลำดับ

ปรับมูลค่าที่เหมาะสมขึ้นเป็น 213 บาท แนะนำให้ “ขาย” โดยอิง PER ที่ 32.5 เท่าสำหรับปี 2564 โดยที่มีความเสี่ยงคือ 1) ค่าเงินบาทที่แข็งค่า 2) ส่วนแบ่งกำไรของ Delta Taiwan และ 3) การขยายการดำเนินงานที่อินเดีย

คำค้น