พาราสาวะถี

วันทำการสุดท้ายของปีนี้ก่อนที่จะหยุดยาวท่ามกลางความหวังที่หลุดลอยของผู้ประกอบการทั้งหลาย ที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากช่วงของการหยุดยาว พอเกิดเหตุการณ์ซูเปอร์สเปรดเดอร์จากสมุทรสาครที่ล่าสุดแม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดเองก็ไม่รอดพ้นจากการติดเชื้อโควิด-19 ทำให้เม็ดเงินที่วาดฝันกันไว้หายวับไปกับตา เช่นเดียวกันกับอารมณ์ของผู้คนที่วางแผนจะเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนา จำนวนมากต้องยกเลิก ส่วนที่จะไปต้องคิดกันหนักยังห้าสิบห้าสิบ

อรชุน

วันทำการสุดท้ายของปีนี้ก่อนที่จะหยุดยาวท่ามกลางความหวังที่หลุดลอยของผู้ประกอบการทั้งหลาย ที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากช่วงของการหยุดยาว พอเกิดเหตุการณ์ซูเปอร์สเปรดเดอร์จากสมุทรสาครที่ล่าสุดแม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดเองก็ไม่รอดพ้นจากการติดเชื้อโควิด-19 ทำให้เม็ดเงินที่วาดฝันกันไว้หายวับไปกับตา เช่นเดียวกันกับอารมณ์ของผู้คนที่วางแผนจะเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนา จำนวนมากต้องยกเลิก ส่วนที่จะไปต้องคิดกันหนักยังห้าสิบห้าสิบ

สถานการณ์เช่นนี้โทษใครไม่ได้นอกจากต้องถามหาความรับผิดชอบจากผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ซึ่งสุดท้ายคำตอบที่ได้หนีไม่พ้น ผมผิดอะไร” ที่กลายเป็นแพะก็คือพวกฝ่ายปฏิบัติทั้งหลาย งานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวังตามแนวชายแดนรับไปเต็ม ๆ ตามมาด้วยพวกที่ต้องเข้มงวดกวดขันเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เช่น กรณีบ่อนที่เป็นต้นตอแพร่เชื้อที่ระยอง สุดท้ายหนึ่งรายที่ติดเชื้อซึ่งเดินทางมาร่วมประชุมคณะกรรมาธิการพนันออนไลน์ก็มาจากบ่อนดังว่านี่เช่นกัน

ตรงนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ภาพของความไม่เอาไหนของแวดวงสีกากีที่ปล่อยปละละเลยให้มีบ่อนใหญ่โตที่เป็นต้นเหตุแห่งการแพร่เชื้อที่ระยอง หากแต่ยังเป็นต้นเหตุของข้อสงสัยว่าคณะกรรมาธิการของสภานั้น ทำไมจึงไปขุดเอาคนที่อยู่ในแวดวงเหล่านี้มาร่วมได้ นั่นหมายความว่า ต่างก็รู้กันดีอยู่แล้วใช่ไหมว่าบ่อนจังหวัดไหน พื้นที่ใดใครเป็นเจ้าของ แล้วทำไมถึงไม่จัดการเพราะถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย นี่คือหลักฐานชัด เพราะคนที่ติดโควิดดังว่าเมื่อสืบประวัติแล้วก็คือลูกชายของหลงจู๊เจ้าของบ่อนที่ระยองนั่นเอง

ดังนั้น ปากที่พล่ามบอกกันเรื่องศีลธรรม การคัดค้านกันเมื่อมีคนจุดพลุว่าด้วยบ่อนถูกกฎหมาย ก็เป็นพวกปากว่าตาขยิบ โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจอย่างแท้จริง ไม่เชื่อว่าจะไม่มีข้อมูลหรือรู้เรื่องเหล่านี้ ขนาดคนในสภายังไปตามหาคนพวกนี้มาร่วมเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำต่อคณะกรรมาธิการ แล้วฝ่ายความมั่นคง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่ระแคะระคายหรือเจ้านายสูงสุดอย่างผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะหูหนวกตาบอดไม่ได้รับรายงานหรือได้เห็นข้อมูลพวกนี้เชียวหรือ ที่อ้างว่าทุกอย่างต้องทำตามกฎหมายนั้นจะเชื่อได้อย่างไร

ไหน ๆ ก็จะสิ้นปีกันแล้ว หากจะลองทบทวนย้อนความในรอบปีที่ผ่านมามีอะไรที่น่าสนใจกันบ้างก็คงจะดี เพื่อที่จะได้เป็นเครื่องเตือนความจำและอาจเป็นภาพย้ำว่าสิ่งที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและคณะอ้างว่าทำงานมาอย่างหนักตลอดนั้นจริงแท้แค่ไหน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมรัฐบาลสาละวนกับการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ก่อนที่จะมีโควิด-19 เข้ามาเบรกกระแสเรียกร้องต่าง ๆ สุดท้ายพอวนกลับมาปลายปีนี้ก็ยังมีปัญหาฝุ่นพิษเหมือนเดิม

จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์สถานการณ์โควิดเริ่มหนักหน่วงรุนแรงขึ้น แต่ในประเทศไทยยังไม่มีมาตรการเข้มข้นถึงขั้นล็อกดาวน์ แต่ในเดือนนี้มีเหตุการณ์สำคัญสองเรื่องเกิดขึ้น นั่นก็คือกรณี จ่าสิบเอกจักรพันธ์ ถมมา เกิดอาการคลั่งยิงผู้บังคับบัญชาเสียชีวิตในค่ายทหาร ก่อนที่จะขนอาวุธสงครามก่อเหตุรายทาง แล้วไปจบสถานการณ์อันโศกสลดนี้ที่ห้างเทอร์มินอล 21 โคราช โดยมีผู้เสียชีวิตถึง 31 ศพและบาดเจ็บ 57 ราย ตามมาด้วยการลั่นวาจาของผู้มีอำนาจจะปฏิรูปกองทัพขนาดใหญ่แต่สุดท้ายไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

เหตุการณ์ใหญ่ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเดือนแห่งความรักนี้คือ กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ ในคดีกู้เงินจาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค พร้อมสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี และจากกรณีนี้ยังอาจจะตามมาหลอกหลอนคณะก้าวหน้าที่ธนาธรนำทีมดำเนินกิจกรรมการเมืองแล้วส่งผู้สมัครลงสนามเลือกตั้งอบจ.โดยได้สมาชิกอบจ.มา 55 คน แต่กกต.กำลังพิจารณาว่า ทำกิจกรรมเหมือนพรรคการเมืองเข้าข่ายต้องห้ามจะถูกประหารชีวิตรอบสองหรือไม่

เดือนมีนาคมสถานการณ์โควิดทั่วโลกหนักหน่วงรุนแรง ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยเกิดเหตุการณ์ระบาดจากสนามมวยลุมพินีและสถานบันเทิง จนรัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินคุมสถานการณ์และมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน ก่อนที่จะตามมาด้วยการประกาศล็อกดาวน์ประเทศในเดือนเมษายน รวมทั้งการประกาศเคอร์ฟิว และส่งผลให้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศไทยเดือนพฤษภาคมดีขึ้นตามลำดับ โดยในเดือนนี้มีเหตุการณ์สำคัญคือเรื่องฟื้นฟูการบินไทยที่ทำให้พ้นสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจในที่สุด

ขณะที่เดือนมิถุนายนนั้นถือว่าสถานการณ์ของประเทศไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น พอเข้าสู่เดือนกรกฎาคมก็มีข่าวร้อนเกี่ยวกับคดีของ วรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส กระทิงแดง อันเนื่องมาจากอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีขับรถชนดาบตำรวจสน.ทองหล่อเสียชีวิตเมื่อปี 2555 กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลเป็นอย่างมาก จนกระทั่งท่านผู้นำต้องตั้ง วิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะทำงานเพื่อเสาะแสวงหาข้อเท็จจริง จนนำมาซึ่งการรื้อคดีหลายเรื่อง รวมไปถึงการเสนอแนะต่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

ในเดือนเดียวกันนี้ก็ถือเป็นจุดตั้งต้นของม็อบคนรุ่นใหม่ เมื่อแกนนำผู้จัดชุมนุมในนาม เยาวชนปลดแอก” ได้นัดรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในวันที่ 18 กรกฎาคม พร้อมด้วย 3 ข้อเรียกร้องคือ ยุบสภา หยุดคุกคามประชาชน และ ร่างรัฐธรรมนูญ แม้การจุดชุมนุมครั้งนั้นจะมีการสลายตัวก่อนกำหนดเวลาที่นัดหมายกันไว้ ด้วยเหตุผล ความไม่พร้อมของผู้จัดกิจกรรม แต่ก็ถือเป็นการจุดกระแสให้เกิดความเคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาลโดยกลุ่มต่าง ๆ ตามมา

จากนั้นเดือนสิงหาคมวันที่ 10 ก็เกิดการชุมนุมที่ลานพญานาค ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต พร้อมเพิ่มข้อเรียกร้อง 3 ข้อที่ปรับเปลี่ยนเป็น ประยุทธ์ลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปสถาบัน ก่อนที่ 19 กันยายนจะมีการชุมนุมใหญ่ที่ผู้จัดกิจกรรมคือกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ภายใต้สโลแกน ให้มันจบที่รุ่นเรา” ครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ว่าม็อบปลุกขึ้นเมื่อมีคนเข้าร่วมนับแสน จึงเป็นที่มาของการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 ตุลาคมอีกครั้งก่อนจะถูกสลายการชุมนุมและแกนนำถูกจับกุม

ตามมาด้วยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในกทม. แต่แทนที่จะทำให้ม็อบหยุดกลับมีการนัดชุมนุมกันที่แยกราชประสงค์ ตามมาด้วยการถูกสลายการชุมนุมด้วยรถน้ำแรงดันสูงที่แยกปทุมวัน จนทำให้รัฐบาลเสียรังวัดและม็อบจุดติดทุกครั้งที่มีการนัดชุมนุม กระทั่งมาเริ่มซาก่อนปลายปีพร้อมคดี 112 แต่แกนนำลั่นจะเข้มข้นในปีหน้า แต่ดันมาเจอกับโควิดระบาดระลอกสอง ท่านผู้นำดูเหมือนจะมีของดีมาคอยปกป้องแต่กลับต้องเผชิญกับเรื่องอื่นที่หนักใจกว่า นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่า บุญมีแต่กรรมบัง”