พาราสาวะถี

สัญญาณชัดขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสอง ไม่ต้องบอกว่ามาตรการของรัฐเหมือนที่ผ่านมาเอาอยู่หรือไม่ งานนี้ลำพังบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ทุ่มเทการทำงานกันมาตั้งแต่คราวระบาดระลอกแรกและคุมสถานการณ์ได้ ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว ความร่วมมือจากภาคประชาชนที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองด้วยการปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามมาตรการที่มีการขอความร่วมมือนั้น ต้องยกระดับความเข้มข้นให้มากขึ้น

อรชุน

สัญญาณชัดขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสอง ไม่ต้องบอกว่ามาตรการของรัฐเหมือนที่ผ่านมาเอาอยู่หรือไม่ งานนี้ลำพังบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ทุ่มเทการทำงานกันมาตั้งแต่คราวระบาดระลอกแรกและคุมสถานการณ์ได้ ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว ความร่วมมือจากภาคประชาชนที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองด้วยการปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามมาตรการที่มีการขอความร่วมมือนั้น ต้องยกระดับความเข้มข้นให้มากขึ้น

เมื่อทุกพื้นที่คือความเสี่ยง จากประกาศล่าสุดของศบค.จะเห็นได้ว่า พื้นที่ควบคุมสูงสุดจากเดิมมีแค่สมุทรสาคร วันนี้ขยายเป็น 28 จังหวัด มีพื้นที่ควบคุม 11 จังหวัดและพื้นที่เฝ้าระวังสูงสุด 38 จังหวัด นั่นหมายความว่าหากจัดเป็นโซนสีประเทศไทยเวลานี้ไม่เหลือพื้นที่สีเขียวสร้างความสบายใจให้กับประชาชนได้แล้ว มีพื้นที่สีแดงเพิ่มมากขึ้น พื้นที่สีส้มหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นก็จ่อขยับที่จะยกระดับเป็นสีแดง เช่นเดียวกับพื้นที่สีเหลืองที่มีโอกาสจะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มกลายเป็นสีส้มหรือเข้มจนเป็นสีแดง

ขณะที่มาตรการควบคุมของรัฐ แม้จะเห็นว่าสถานการณ์การระบาดรุนแรงกว่ารอบแรก แต่เครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมที่เรียกว่า ล็อกดาวน์” นั้นไม่ได้ถูกนำมาใช้ เหตุผลคงไม่ใช่เรื่องของเกรงจะสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบการและประชาชน แต่จนปัญญาในการที่จะหาเงินมาเยียวยา โดยเฉพาะมาตรการบังคับกับร้านอาหารทุกประเภทจากเดิมที่จะบังคับให้เป็นแบบซื้อกลับไปกินที่บ้าน กลายเป็นให้จัดระเบียบการเข้าใช้บริการ จำนวนผู้นั่งกินในร้าน การจัดสถานที่ให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติและมาตรการป้องกันโรค

คงเป็นผลมาจากการทำหนังสือถึงนายกฯ ของสมาคมภัตตาคารไทย คงเป็นผลสืบเนื่องมาจากการขู่ของผู้ประกอบการร้านชาบูบางราย ถ้าสั่งปิดก็จะฝ่าฝืนเพราะไม่อาจจะยอมรับกับมาตรการลักษณะนี้ได้อีกแล้ว หลังจากที่ยอมเจ็บตัวมาระลอกแรก ที่กระบอกเสียงของขบวนการสืบทอดอำนาจพากันโพนทะนาขอความร่วมมือโดยอ้างว่า เจ็บเพื่อจบ” แต่สุดท้ายนอกจากไม่เป็นไปดังคำกล่าวอ้าง ยังมองเห็นสถานการณ์ที่จะบานปลายกว่ารอบแรกเสียด้วยซ้ำ

ย้ำมาตลอด การแก้ไขปัญหาในลักษณะนี้ เรื่องความสามารถในการป้องกัน ควบคุมและรักษาโรคของบุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขนั้น ประเทศไทยไม่เป็นสองรองใครอยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะเป็นตัวช่วยสำคัญมีอยู่สองส่วนคือ ความสามารถในการบริหารสถานการณ์ของผู้นำรัฐบาลและคณะ และความร่วมมือจากประชาชน ซึ่งอย่างหลังนั้นผ่านการพิสูจน์มาแล้ว จนได้รับเสียงชื่นชมจากนานาประเทศในการรับมือกับการระบาดในรอบปีที่ผ่านมา

แต่ความสามารถในเชิงบริหารโดยเฉพาะวิสัยทัศน์ของคนเป็นผู้นำนั้น ยังมองไม่เห็น ภาพจำของคนก็มีแต่การท่องบทตามสคริปต์เป็นนกแก้วนกขุนทอง ส่วนการสั่งการและลุยงานแบบควรไปในพื้นที่ที่ควรไปก็ไม่เกิด มิหนำซ้ำ ห้วงระยะเวลาที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่วันซึ่งเป็นวันหยุดยาวหากไม่เป็นผู้นำแบบข้าราชการประจำ ต้องมีแอ็คชั่นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพื้นที่ที่ถูกยกระดับเข้าสู่โซนสีแดง ไม่รู้ว่าจะติดใจอะไรนักหนากับจังหวัดระยองถึงได้ลงไปสร้างความเชื่อมั่นถึงสองครั้งสองหน

ครั้งก่อนก็จากปมทหารอียิปต์ ซึ่งนั่นก็พอจะเข้าใจได้ แต่หนนี้เหตุเกิดเพราะความเห็นแก่ได้ของคนใต้บังคับบัญชาของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจเอง ที่ปล่อยให้มีการเปิดบ่อนเล่นพนันจนเป็นต้นตอของการแพร่เชื้อขนานใหญ่ จะปล่อยให้แพะรับบาปถูกโยกย้ายกันไป โดยคนที่ไปนั่งหัวโต๊ะคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ มันดูเหมือนจะไม่มีสปิริตของความเป็นผู้นำยังไงหรือไม่ แต่ก็ช่างเถอะอย่าถามหาสิ่งนี้จากคนที่ได้ชื่อว่าอย่างหนาเข้ามาเพื่อสืบทอดอำนาจ

ไม่ใช่แค่ที่ระยอง คล้อยหลังจากนั้นอีกหนึ่งวันก็เดินทางไปที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งก็มีสาเหตุของการระบาดที่ไม่ต่างกันคือต้นตอจากบ่อนพนัน คนจึงเริ่มตั้งคำถามว่าแล้วพื้นที่อย่างกรุงเทพมหานคร นนทบุรีและจังหวัดปริมณฑล ทำไมท่านผู้นำไม่เลือกที่จะเดินทางไปเพื่อสร้างความมั่นใจบ้าง ไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตามที่อ้างก็ได้ ไม่เพียงเท่านั้น นอกจากคอยเซ็นคำสั่งต่าง ๆ ที่ถือเป็นงานพื้นฐานมาก ก็ยังไม่เห็นท่านผู้นำโชว์กึ๋นต่อการแก้ปัญหาว่าจะหลีกเลี่ยงวิธีการที่ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กเดือดร้อนยังไง

จนวันนี้เริ่มมีคำถามไปไล่ปิดตลาดสดหลายพื้นที่ ส่วนร้านรวงของบรรดาเจ้าสัวทั้งหลายปล่อยให้เปิดได้ตามปกติ เพียงแค่ให้ปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐโดยเคร่งครัดเท่านั้น แค่เท่านี้มันก็ทำให้ถูกมองว่าเกิดสองมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมายแล้ว จึงไม่แปลกที่บรรดาผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งหลายจะออกมาโวยแหลกกับการจะกลับมาของการบังคับให้ซื้อกลับไปกินที่บ้าน แทนการนั่งกินที่ร้าน เพราะนั่นมันคือความเสียหายย่อยยับของคนตัวเล็กที่ถูกหลอกว่าเจ็บแล้วจบมาแล้ว

ขณะเดียวกันหลังจาก ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ช่วงปีใหม่ท่ามกลางเสียงเสียดสีของลิ่วล้อต้นทุนต่ำ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจพล่ามรายวัน มันทำให้มองเห็นถึงความต่างในเชิงบริหารได้อย่างชัดเจน แน่นอนว่า ถ้าไม่อคติจนเกิดเหตุสิ่งที่อดีตนายกฯ เสนอแนะมานั้นก็ไม่ได้ตำหนิรัฐบาลสืบทอดอำนาจแม้แต่น้อย ด้วยการบอกว่าวิธีการแก้ปัญหาจะเป็นวิธีไหนก็แล้วแต่รัฐบาลจะคิด บางทีรัฐบาลทำไปอาจจะมีเหตุผลของเขา ซึ่งตนก็ไม่อาจรู้ได้ถ้าดูจากภายนอกอยากเห็นเศรษฐกิจดีกว่านี้

ในฐานะคนที่ติดเชื้อแล้วรักษาหาย ในฐานะคนที่อยู่ในประเทศที่แม้จะเป็นประเทศมหาเศรษฐีที่ถิ่นที่อยู่ก็ชูจุดขายด้านการท่องเที่ยว ทักษิณจึงมองว่าการจะแก้ปัญหาโควิด-19 ที่จะช่วยลดผลกระทบต่อประเทศที่รายได้หลักต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวนั้น ต้องเน้นระบบป้องกันมากกว่าระบบควบคุม ซึ่งการควบคุมมันมีราคาแพงต้องใช้เจ้าหน้าที่ทำให้การควบคุมแพงกว่าการป้องกัน วิธีการป้องกันยังถือเป็นการเปิดเศรษฐกิจด้วย แต่วิธีการควบคุมเป็นการปิดเศรษฐกิจทั้งหมด

สิ่งที่ต้องคิดกันให้หนักและแก้กันให้ตกสำหรับรัฐบาลสืบทอดอำนาจก็คือ จะดูแลสถานการณ์ระบาดอย่างไรให้เอาอยู่โดยที่ต้องพยุงความเป็นอยู่ของประชาชนและผู้ประกอบการไปด้วย นั่นก็สิ่งที่ทักษิณเสนอว่า ต้องให้เศรษฐกิจเปิด ตลาดมันเดินไปได้ไม่เช่นนั้นคนหาเช้ากินค่ำจะอยู่กันลำบาก ต้องมีความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับการป้องกัน ไม่ใช่การควบคุมนั่นมันจะเอาไม่อยู่ เพราะเชื้อโรคมันไม่เชื่องแล้วเราก็ต้องมาใช้กำลังคนใช้เงินจำนวนมาก วิสัยทัศน์เช่นนี้ถ้ามีตั้งแต่การระบาดรอบแรกเหตุการณ์คงไม่แย่แบบนี้