โบรกฯเชียร์ “ซื้อ” EKH อานิสงส์ “โควิด” ระลอกใหม่ ดันกำไรทะยานแกร่ง!

โบรกฯเชียร์ “ซื้อ” EKH อานิสงส์ “โควิด” ระลอกใหม่ ดันกำไรทะยานแกร่ง!

บริษัทหลักทรัพย ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ เกี่ยวกับหุ้นบริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) หรือ EKH โดยมองว่า นับตั้งแต่ 20 ธ.ค.63 เป็นต้นมา หรือพบผู้ติดเชื้อ โควิด-19 จำนวนมากในจังหวัดสมุทรสาคร (ตลาดกุ้ง) ส่งผลให้ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องหรือใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อเข้ารับการตรวจเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง

ทั้งจากการเข้าตรวจ Drive Thru ที่โรงพยาบาล และออกไปตรวจนอกสถานที่ หรือตามโรงงานต่างๆ ซึ่งให้บริการไปแล้วมากกว่า 3 พันราย คาดรับรู้รายได้ไตรมาส 4/63 ราว 15 ล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นลูกค้าชำระเงินเอง และบริษัทประกันรับผิดชอบบางส่วน ทำให้ได้มาร์จิ้นสูง

ทั้งนี้แม้ช่วงที่มีการระบาดอย่างหนักทำให้จำนวนผู้ป่วยนอกลดลงบ้าง กอปรกับตรงช่วงวันหยุดยาว แต่ได้รับชดเชยจากเข้ารับรักษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ และโควิด-19 ที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้อัตราครองเตียงแตะ 80-90%

โดยขณะนี้ ฝ่ายวิจัยกำหนดคำแนะนำ “ทยอยซื้อ” โดยทางฝ่ายวิจัยมองเป้นบวกต่อประมาณการ ปรับกำไรปี 63 และ 64 ขึ้นเล็กน้อย ราคาพื้นฐาน 5.50 บาทต่อหุ้น

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) เผยแพร่บทวิเคราะห์ เกี่ยวกับ EKH โดยคาดว่า EKH จะมีรายได้จากการคัดกรองโควิด-19 ราว 20 ล้านบาท คิดเป็น 3% ของรายได้รวมปี 2563 โดยฝ่ายวิจัยได้ตั้งสมมติฐานมีผู้เข้าตรวจคัดกรอง 500 เคส/วัน คิดเป็น 11 วัน นับตั้งแต่วันที่ 20-31 ธันวาคม 2563 ค่าใช้จ่ายในการตรวจอยู่ที่ 4,150 บาท/เคส ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีศักยภาพรองรับในการตรวจคัดกรองโควิด-19 (Lab) ประมาณ 1,000 เคส/วัน โดยยังคงมีผู้เข้ามาตรวจคัดกรองอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ปัจจุบันอัตราผู้ป่วยในที่มาใช้บริการ (IPD Utilization rate) พุ่งสูงขึ้นเป็น 70% จากไตรมาส 3/2563 ที่ 40% เป็นผลจากไวรัส RSV ที่ระบาดหนักในเด็กเล็ก แม้ปัจจุบันสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ในจังหวัดสมุทรสาคร จะยังดูน่าเป็นห่วง แต่จำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง รวมถึงประชาชนในพื้นที่มีความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยในการเข้าใช้บริการที่โรงพยาบาลมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญเหมือนในช่วงไตรมาส2/2563

ขณะที่สถานการณ์ IVF ทยอยปรับตัวดีขึ้น โดยปัจจุบันเริ่มมีผู้ใช้บริการคนไทยประมาณ 3-4 เคสและคนจีนราว 10 เคส ปรับตัวดีขึ้นจากช่วงไตรมาส 2-3/2563 ที่ไม่มีผู้เข้าใช้บริการเลย

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยจึงได้ปรับกำไรสุทธิปี 2563 เพิ่มขึ้น 50% เป็น 52 ล้านบาท และปรับกำไรสุทธิปี 2564 ขึ้น 4% เป็น 96 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจาก 1. ปรับ Gross Profit Margin ปี 2563 ขึ้น 200 bps เป็น 27% จากเดิมที่ 25% และปี 2564 ขึ้น 300 bps เป็น 33% จากเดิม 30% ปัจจุบัน IPD Utilization rate ไตรมาส4/63 ฟื้นตัวดีกว่าที่ที่ฝ่ายวิจัยคาดเป็น 70% (ไตรมาส 3/2563 = 40%, ไตรมาส 2/2563 = 30%)

โดยได้อานิสงส์จากการระบาดของ RSV ในเด็กเล็ก รวมถึงมีรายได้จากการตรวจคัดกรองโควิด-19 โดยตั้งสมมติฐานว่าจะมีผู้เข้ารับการตรวจคัดกรอง 500 เคส/ต่อวัน เป็นเวลา 11 วัน ขณะที่ปี 2564 ฝ่ายวิจัยยังคงมีมุมมองการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติจะเริ่มทยอยดีขึ้นในครึ่งหลังปี 2564, และ 2.ปรับลด SG&A ปี 2563 ลง 23% เป็น 142 ล้านบาท จากเดิมที่ 185 ล้านบาท

ดังนั้น แนะนำ “ซื้อ” และให้ราคาเป้าหมายที่ 6 บาท อิงวิธี DCF (WACC=9%,TG=3%)จากผลประกอบการที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีความเสี่ยงจากการกลับมาระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งพื้นที่ระบาดหนักอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร ทำให้คาดว่าลูกค้า IVF จะยังคงชะลอการเข้ามาใช้บริการ

คำค้น