พาราสาวะถี

ผู้บริหารประเทศไทยคุยโม้โอ้อวดกับความสำเร็จในการป้องกันโควิด-19 ที่ระบาดระลอกแรกด้วยมาตรการสารพัดที่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี พร้อม ๆ กับการมองไปยังประเทศที่มีการระบาดหนักโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ด้วยความเห็นที่ว่าการระบาดอย่างหนักในแดนมะกันเป็นเพราะคนอเมริกันยึดมั่นในแนวทาง “เสรีชน” ไม่รู้จักป้องกัน ซึ่งนั่นก็ไม่ได้เป็นความเห็นที่ผิดอะไร แต่เราก็ไปก้าวล่วงวิถีชีวิตของเขาไม่ได้

อรชุน

ผู้บริหารประเทศไทยคุยโม้โอ้อวดกับความสำเร็จในการป้องกันโควิด-19 ที่ระบาดระลอกแรกด้วยมาตรการสารพัดที่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี พร้อม ๆ กับการมองไปยังประเทศที่มีการระบาดหนักโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ด้วยความเห็นที่ว่าการระบาดอย่างหนักในแดนมะกันเป็นเพราะคนอเมริกันยึดมั่นในแนวทาง เสรีชน” ไม่รู้จักป้องกัน ซึ่งนั่นก็ไม่ได้เป็นความเห็นที่ผิดอะไร แต่เราก็ไปก้าวล่วงวิถีชีวิตของเขาไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หลังจากการกลับมาระบาดระลอกสองของบ้านเรา คนไทยส่วนใหญ่ต่างมองเห็นกันว่าต้นตอมาจาก พวกทุจริตชน” ที่จนวันนี้ยังมองไม่เห็นการแสดงความรับผิดชอบใด ๆ จากผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ มิหนำซ้ำ ยังทำเป็นวางเฉยและอ้างเสียด้วยว่า ได้สั่งการไปแล้วตามกฎหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลากคอผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ แต่พอไปฟังบทสัมภาษณ์ของจเรตำรวจแห่งชาติเฉพาะกรณีบ่อนบอกต้องใช้เวลาอย่างน้อย 60 วัน

ทั้งที่หลักฐานทนโท่และตัวเลขผู้ป่วยก็ประจานให้เห็นถึงความเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัวของพวกทุจริตชนทั้งหลาย ถ้าเป็นเช่นนี้คนไทยทำตัวเป็นเสรีชนเหมือนอเมริกันชนเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปก็สิ้นเรื่อง เหมือนอย่างที่ อนุทิน ชาญวีรกูล โพสต์แสดงความเห็นเรื่องของค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 กรณีผู้ลักลอบและมาจากบ่อนพนัน ควรจะต้องให้รับผิดชอบกันเองดีหรือไม่ ถ้าไม่มองโลกสวยคนจำนวนไม่น้อยเห็นด้วยกับแนวคิดดังว่า

กระนั้นก็ตามด้วยความเป็นจริงไม่ต้องมองไปถึงประเด็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แค่หลักสิทธิมนุษยชนมันก็ทำเช่นนั้นไม่ได้แล้ว ถือเป็นภาระทางงบประมาณที่ฝ่ายกุมอำนาจจะต้องบริหารจัดการ ซึ่งจะว่าไปหากจริงจังกับการดำเนินการเอาผิดขบวนการขนแรงงานลักลอบเข้าประเทศจนเกิดการแพร่เชื้อลุกลามอยู่ในเวลานี้ รวมทั้งพวกเปิดบ่อนเย้ยกฎหมาย ถ้าใช้มาตรการด้านการยึดทรัพย์เข้าไปจัดการ ก็เชื่อได้ว่าน่าจะได้เม็ดเงินสีดำเหล่านั้นมาดูแลปัญหาโควิดได้ไม่น้อยทีเดียว

แต่คงยากเพราะรู้กันอยู่ว่าทั้งสองขบวนการนี้มีต้นทางและปลายทางอย่างไร มันจึงทำให้ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจถูกมองจากโพลที่คอยเชลียร์มาโดยตลอดว่า “เปลี่ยนไป” ในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ระลอกสองนี้ ไร้ความเด็ดขาด ไม่ขึงขังเหมือนก่อนหน้า ไม่รู้ว่าเพราะน้ำท่วมปากหรือชนเข้ากับตออะไรสักอย่าง จึงไม่กล้าแอ็คชันและไล่บี้เพื่อให้กรณีผิดกฎหมายทั้งสองเรื่องถูกลากคอมาประจานให้ประชาชนได้รับทราบและหายสงสัยกันโดยเร็ว

การไปขึงขังและไล่รีดเอากับงบประมาณปกติเพื่อที่จะไปดูแลสถานการณ์โควิดนั้น มันเป็นหนทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ควรจะทำให้เกิดผลกระทบต่อหน่วยงานให้น้อยที่สุดดีกว่าไหม เพราะงบประมาณเหล่านั้นที่ถูกตัดไป สุดท้ายก็คือนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนเหมือนกัน เพียงแต่ว่าอาจจะแตกต่างจากกรณีของโควิด-19 แต่เมื่อรอบนี้มันมีที่มาจากความผิดพลาดของภาครัฐโดยตรง ที่ท่านผู้นำจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ก็ควรจะหันไปโชว์วิสัยทัศน์ในการหาเงินมาจัดการนอกจากการตัดงบประมาณดีหรือไม่

ความจริงเรื่องของการกู้เงินเป็นสิ่งที่ที่หนีไม่พ้น แต่รอบนี้คงต้องมาแจกแจงกันก่อนว่าเม็ดเงินที่กู้มารอบที่แล้ว 1 ล้านล้านบาท กับเงินภายใต้บริหารจัดการของธนาคารแห่งประเทศไทย 9 แสนล้านบาทนั้น ถูกใช้ไปหมดแล้วหรือยัง ถ้ายังคงเหลืออยู่จะสามารถนำมาใช้รับมือกับสถานการณ์ระบาดระลอกใหม่นี้ได้เท่าไหร่ อย่างไร ถ้าบริหารจัดการกันอย่างมีระบบและมืออาชีพ ก็เชื่อได้ว่าถ้าจะกู้มารอบใหม่ ก็ไม่น่าจะมากจนเกินไป และไม่กระทบต่อการก่อหนี้สาธารณะจนชนเพดานที่กฎหมายกำหนด

บนวิกฤติรอบนี้ถือเป็นเวทีที่จะพิสูจน์ความสามารถในเชิงบริหารของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ หากยังวนเวียนอยู่กับกรอบความคิดเดิมและวิธีการเดิม ๆ โดยก้าวข้ามไม่พ้นกระบวนการพิจารณางบประมาณแบบที่ทำมา มันก็มองเห็นอนาคตของประชาชนที่ได้รับผลกระทบกันว่าจะประคับประคองชีวิตกันให้อยู่รอดปลอดภัยกันได้ถึงไหน ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะบานปลายแค่ไหนและจบลงเมื่อไหร่

กลับไปดูแนวคิดของหมอหนูที่ว่าด้วยจะเลิกรักษาฟรีให้คนทำผิดติดเชื้อลักลอบเข้าเมือง และลักลอบเล่นการพนัน ถ้ายกเอาประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและขัดรัฐธรรมนูญออกไป เหตุผลที่ทำให้เรื่องนี้เป็นหมันตั้งแต่ยังไม่ตั้งครรภ์ก็คือ เมื่อมองไปยังเป้าหมายของรัฐบาลในการควบคุมการระบาดของโรคเป็นสำคัญ หากไปตัดสิทธิ์คนเหล่านั้น ก็เท่ากับว่าสร้างความสุ่มเสี่ยง เพราะจะเกิดการหลบหนีหรือปกปิดข้อมูล ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการระบาดในวงกว้างได้

เพราะรัฐบาลเองถึงขนาดที่ประกาศยกเว้นความผิดเรื่องหลบหนีเข้าเมืองให้กับพวกลักลอบเป็นการชั่วคราวเพื่อนำตัวคนเหล่านั้นเข้ามาสู่กระบวนการตรวจสอบหาเชื้อและรักษากรณีพบการติดเชื้อ ซึ่งการเปิดโอกาสให้คนที่ติดเชื้อเข้ารับการรักษาโดยที่ไม่ต้องกลัวความผิด และรัฐจะเป็นผู้ดูแลให้มีวัตถุประสงค์สำคัญคือ การกักกันโรคและควบคุมไม่ให้ผู้ติดเชื้อไปใช้ชีวิตปะปนกับประชาชนทั่วไป จนการระบาดขยายวงไปทั่ว

ดังนั้น สิ่งที่น่ากลัวอีกประการต่อแนวทางมาตรการของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและคณะต่อการรับมือสถานการณ์โควิด-19 ระลอกสองนี้คือ ทิศทางการให้สัมภาษณ์และการแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามของผู้ที่มีอำนาจและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หากเป็นการระบาดระลอกแรกหยิบเอาประเด็นไหนมาตอกกลับประชาชนมีแต่จะส่งเสียงเชียร์ แต่หนนี้เมื่อตั้งต้นที่ความผิดพลาดของรัฐ เกิดปัญหาจากพวกทุจริตชน คนที่จะพูดต้องมีต้นทุนสูงและอย่าพล่ามพร่ำเพรื่อ พูดให้น้อย ทำงานให้หนัก จะยืดอกชูคอกันได้อีกรอบต้องรอให้จำกัดการระบาดกันให้ได้เสียก่อน