เอาอยู่ ?

*การร่วงลงของดัชนีลงมาปิดที่ 1,510.13 จุด ลบไป 9 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 7.44 หมื่นล้านบาท ไม่ได้ทำให้ “โมนิก้า” รู้สึกหนักใจแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้สมมุติฐานที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ จึงรู้สึกเฉย ๆ ที่ดัชนียังยืนเหนือแนวรับที่สองบริเวณ 1,480 จุด ผนวกกับช่วงนี้ยังไม่มีอะไรใหม่ ๆ เข้ามาบิลต์อารมณ์นักเล่น จึงกลายเป็นจังหวะของการปรับฐานไปในตัวพะยะค่ะ

เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*การร่วงลงของดัชนีลงมาปิดที่ 1,510.13 จุด ลบไป 9 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 7.44 หมื่นล้านบาท ไม่ได้ทำให้ “โมนิก้า” รู้สึกหนักใจแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้สมมุติฐานที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ จึงรู้สึกเฉย ๆ ที่ดัชนียังยืนเหนือแนวรับที่สองบริเวณ 1,480 จุด ผนวกกับช่วงนี้ยังไม่มีอะไรใหม่ ๆ เข้ามาบิลต์อารมณ์นักเล่น จึงกลายเป็นจังหวะของการปรับฐานไปในตัวพะยะค่ะ

*สถานการณ์ตรงนี้เป็นเรื่องที่ทำให้ “โมนิก้า” ค่อนข้างแฮปปี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นการลดอุณหภูมิความร้อนแรงของตลาดหุ้น และยังทำให้นักเล่นเห็นแรงซื้อที่แท้จริงมีมากขนาดไหน ? หรือแม้กระทั่งผลกระทบที่เกิดจากปัจจัยภายนอกประเทศก็มีส่วนชี้ขาดว่า ตลาดหุ้นไทยควรเดินหน้าต่อไปไหม ? ทั้งหมดล้วนเป็นประเด็นที่เดี๊ยนรับได้หมด หากตลาดหุ้นไทยโดนเอฟเฟ็กต์ขึ้นมาจริง ๆ เจ้าค่ะ

*ที่น่าสนใจคือ ตลาดหุ้นไทยไม่ลงพรวดเหมือนที่ผ่านมา เพราะมีแรงซื้อเข้ามารับหุ้นตรงบริเวณ 1,500 จุดมากถึง 3 รอบด้วยกัน “โมนิก้า” เลยมีความมั่นใจขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งว่า จากนี้จะเกิดอะไรขึ้น..ก็น่าจะเอาอยู่ ! เพราะประเมินความเสี่ยงคร่าว ๆ แล้วพบว่า ยังมีหุ้นอีกหลายตัวให้เล่นยาว ๆ จึงอยากให้แยกแยะเรื่องราวที่เกิดขึ้นออกมาเป็นส่วน ๆ  เพื่อความคล่องตัวในการลงทุนนะจ๊ะ

*เหมือนกับการทะยานขึ้นของหุ้นควายทอง CBG จนขึ้นมาปิดที่ระดับ 131.50 บาท บวกไป 9 บาท หรือขึ้นไป 7.35% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.29 พันล้านบาท มันเป็นเรื่องท้าทายใจผู้เล่นพอสมควร เพราะเคยขึ้นมายืนบริเวณนี้ 3 ครั้งด้วยกัน แต่สุดท้ายก็ไม่ผ่านแนวต้านนี้ขึ้นไปสักที “โมนิก้า” จึงต้องเอ่ยถึงประเด็นนี้มากหน่อย เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพไปในทางเดียวกันว่า พื้นฐานแน่นจริง แต่เทคนิคมันไม่เอื้อนะนายจ๋า !

*คล้ายกับกรณีของหุ้นกล่องกระดาษ SCGP ที่อัดแน่นไปด้วยผลงานสุดปัง และมีแนวโน้มที่จะสุดปังต่อไปอีกเรื่อย ๆ แต่ก็มีคำถามเกิดขึ้นในระหว่างทางว่า การขึ้นมายืนปิดที่ 46.50 บาท บวกไป 0.50 บาท หรือขึ้นไป 1.10% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 890 ล้านบาท ซึ่งเป็นจุดใกล้เป้าที่บรรดาเกจิอาจารย์ดังให้ไว้แบบนี้ หุ้นยังมีโอกาสไปต่อไหม ? เดี๊ยนคงตอบได้แค่ว่า ต้องติดตามดูกันต่อไปนะตัวเอง

*ไหน ๆ ก็ตามติดชีวิตการลงทุนกันทั้งที “โมนิก้า” คงต้องเอ่ยถึงหุ้นวางระบบโทรคมนาคมอย่าง CSS ขึ้นมาทอล์กกับแฟนคลับสักหน่อย เพราะการทะยานขึ้นมาปิดที่ 2.38 บาท บวกไป 0.22 บาท หรือขึ้นไป 10.20% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 147 ล้านบาท  พร้อมกับทำราคาสูงสุดในรอบ 2 ปี 8 เดือนครึ่ง มันน่าจะมีทีเด็ดอะไรบางอย่างซ่อนไว้แน่ ๆ ช่วงนี้ถึงมีวอลุ่มซื้อไหลเข้ามาไม่ขาดสายนะคะ

*ส่วนรายที่ “เคาะมัน เคาะสนุก” ตามแบบฉบับแมงเม่าระเริงไฟ เดี๊ยนคงมองไปที่หุ้นการเมืองหลบอยู่ข้างหลังอย่าง PRIME เพื่อชี้ให้เห็นการทะยานขึ้นมายืนปิดที่ 0.53 บาท บวกไป 0.03 บาท หรือขึ้นไป 6% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 93 ล้านบาท ไม่น่าจะมาจากโชคช่วยอย่างแน่นอน แต่มาจากมือที่มองไม่เห็นเป็นแน่แท้ ! จึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งช็อตที่ขาลุยใส่กันไฟแลบนะจะบอกให้

*ตบท้ายกันที่ข่าวเม้าท์เกี่ยวกับท่าทีของคมนาคม ซึ่งกำลังเล่นบทตีสองหน้าแบบเนียน ๆ ทั้งที่ตัวเองต้องเป็นคนรีบสางเรื่องขึ้นค่ารถไฟฟ้าสายสีเขียว (สายสีอื่น ๆ สูงสุดไม่เกิน 42 บาท แต่สายสีเขียวจะขึ้นเป็น 158 บาท จากเดิมคงไว้สูงสุด 65 บาท) แต่กลับดึงเรื่องไปเสียอย่างนั้น พร้อมกับมีข้ออ้างเรื่องเอกสารที่ต้องส่งให้หน่วยงานนั้น.. หน่วยงานนี้..ยาวไป ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยความเห็นอกเห็นใจประชาชนที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงขึ้นแบบนี้  เดี๊ยนพูดได้เลยว่า คนในวงการและนอกวงการเขาอ่านพฤติกรรมออกหมดนะ..ท่านสาก !

*งานนี้จะให้ดีควรเลิกเล่นบทเคาะกะลากันเสียที เพราะแค่มองตาคนเคยรัก (บีทีเอส) ย่อมเข้าใจเหตุผลที่แต่ละฝั่งหยิบยกขึ้นมาหักล้างฝั่งตรงข้าม และความซวยทั้งหมดก็ตกมาอยู่ที่ กทม. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กระเป๋าแฟบสุดในยุคสมัยนี้ (ครั้นจะเข้าไปรับภาระ 1.20 แสนล้านบาท ก็เกินกำลังของตัวเอง) จึงผลักภาระทั้งหมดให้กับประชาชนตาดำ ๆ รับกรรมแทนแบบนี้ เลิกเล่นเกมกันเสียทีได้ไหม !..คุณแม่ขอร้อง..งงง