‘หุ้น’ ผลพวง ‘เราชนะ’

โครงการ “เราชนะ” จะช่วยสนับสนุนการบริโภคและกลุ่มธุรกิจรายย่อย ให้เม็ดเงินกระจายวงกว้างในกลุ่มประชากรที่เป็นฐานรากของประเทศช่วยพยุงเศรษฐกิจให้ยืนอยู่ได้

เส้นทางนักลงทุน

ครม.อนุมัติเงินช่วยเหลือโครงการ “เราชนะ” วงเงิน 2.1 แสนล้านบาท (1.3% ของจีดีพี) เพื่อให้ความช่วยเหลือด้วยการลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยสนับสนุนช่วยเหลือแก่คนไทยประมาณ 31.1 ล้านคน โดยที่อายุ 18 ปีขึ้นไป, ไม่ได้อยู่ในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ, ไม่ได้ประกันตนตามมาตรา 33 และมีเงินฝากในบัญชีรวมทั้งหมดไม่เกิน 5 แสนบาท

รูปแบบการใช้จ่ายเงินตามมาตรการ “เราชนะ” ให้เงินเยียวยา 7,000 บาทต่อคน ในช่วงเวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งตกเดือนละ 3,500 บาท จะทยอยจ่ายเป็นรายสัปดาห์เข้าแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยใช้ได้กับร้านค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ

เบื้องต้นประเมินว่าจะช่วยสนับสนุนการบริโภคและกลุ่มธุรกิจรายย่อย เพราะเชื่อว่าเป็นกลไกที่ทำให้เม็ดเงินกระจายในวงกว้างในกลุ่มประชากรที่เป็นฐานรากของประเทศ ซึ่งน่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจให้ยืนอยู่ได้

ส่วนทางด้านบริษัทจดทะเบียนที่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เชื่อว่าจะไม่ได้รับประโยชน์ทางตรงจากมาตรการในรอบนี้ แต่อาจมีบางส่วนได้ประโยชน์ทางอ้อมจากภาพรวมเศรษฐกิจ

อีกทั้ง จากการเยียวยายังคงช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในประเทศ เพราะยังทำให้ประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยได้อย่างต่อเนื่อง ก็ยังทำให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายในธุรกิจเกี่ยวข้องอย่างกลุ่มค้าปลีก กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น ยังคงได้รับประโยชน์ทางอ้อมต่อไป เนื่องจากมีบรรดาแม่ค้าพ่อค้า ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว หรือร้านขายของชำ ยังคงซื้อวัตถุดิบมาปรุงอาหารเพื่อขาย พร้อมด้วยร้านค้าปลีกทั่วไปซื้อสินค้ามาขายยังประชาชน

สำหรับกลุ่มหุ้นที่คาดได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากโครงการ “เราชนะ” เบื้องต้นจากการประเมินของนักวิเคราะห์ก็คงเป็นหุ้นกลุ่มค้าปลีก และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม

กลุ่มค้าปลีก ได้แก่ BJC, MAKRO

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC แนวโน้มจะได้อานิสงส์ทางอ้อมจากมาตรการ “เราชนะ” จากธุรกิจค้าปลีกผ่านสาขา “Big C” ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศของภาครัฐ

ด้านกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค พบว่ายังคงมียอดขายโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้ากระดาษทิชชู่ที่บริษัทเพิ่มสินค้าใหม่หลายแบรนด์ เช่น Cellox Purify Line Friends, Cellox Purify Premium 3 ply, Maxmo Giant Roll, DMP Triple Moisture

ส่วนภาพรวมธุรกิจกลุ่มเวชภัณฑ์และเครื่องมือเครื่องจักร มองเห็นสัญญาณเติบโต ยอดขายที่ดีตอบรับกับปัจจัยบวกอนุมัติงบประมาณปี 2564 ของภาครัฐ เพราะลูกค้าส่วนหนึ่งของ BJC เป็นโรงพยาบาลรัฐ เช่นเดียวกับธุรกิจบรรจุภัณฑ์คาดเห็นการเติบโตตามคำสั่งซื้อของลูกค้าเพิ่มในสินค้ากระป๋องประเภทแอลกอฮอล์และกลุ่มขวดไวตามิลค์

ขณะที่ระดับมาร์จิ้นยังทำได้ดีต่อเนื่อง ต้นทุนวัตถุดิบ เช่น ค่าก๊าซฯ และราคาต้นทุน ขณะเดียวกันมีการปิดซ่อมบำรุงในกลุ่มขวดแก้ว ซึ่งมีผลกระทบต่อต้นทุนบางส่วน แต่ไม่กระทบกับรายได้อย่างเป็นนัย

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO แนวโน้มจะได้อานิสงส์ทางอ้อมจากมาตรการ “เราชนะ” ต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล (คนละครึ่ง) เนื่องจากบริษัทมีการจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ได้แก่ กลุ่มร้านค้าปลีกรายย่อย กลุ่มโฮเรก้า กลุ่มสถาบันต่าง ๆ และกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจบริการ

กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ CPF, RBF, TU, ICHI, CBG, OSP และ TVO

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF แนวโน้มจะได้อานิสงส์ทางอ้อมจากมาตรการ “เราชนะ” เนื่องจากบริษัทประกอบธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารที่จำแนกธุรกิจหลักตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ คือ

  1. ธุรกิจอาหารสัตว์ (Feed) ได้แก่ การผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์
  2. ธุรกิจเลี้ยงสัตว์-แปรรูป (Farm-Processing) ได้แก่ การเพาะพันธุ์สัตว์ การเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้า และการแปรรูปเนื้อสัตว์ขั้นพื้นฐาน
  3. ธุรกิจอาหาร (Food) ได้แก่ การผลิตเนื้อสัตว์แปรรูปกึ่งปรุงสุกและปรุงสุก และการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารพร้อมรับประทาน รวมถึงกิจการค้าปลีกอาหารและร้านอาหาร

บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF แนวโน้มจะได้อานิสงส์ทางอ้อมจากมาตรการ “เราชนะ” เนื่องจากเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร (Food Ingredients) ตามคำสั่งซื้อของลูกค้า และภายใต้ตราสินค้าของบริษัท เช่น อังเคิลบาร์นส์, เบสท์ โอเดอร์ และ super-find เป็นต้น

บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG แนวโน้มจะได้อานิสงส์ทางอ้อมจากมาตรการ “เราชนะ” เนื่องจากเป็นผู้บริหารจัดการการจัดจำหน่ายเครื่องดื่มบำรุงกำลังและเครื่องดื่มอื่น ๆ อย่างครบวงจร

บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TVO แนวโน้มจะได้อานิสงส์ทางอ้อมจากมาตรการ “เราชนะ” เชื่อว่าประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยซื้อของเข้ามา โดยเฉพาะน้ำมันไว้ทำอาหาร ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันถั่วเหลือง ตราองุ่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันทานตะวัน น้ำมันคาโนลา และน้ำมันมะกอก เป็นต้น

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP แนวโน้มจะได้อานิสงส์ทางอ้อมจากมาตรการ “เราชนะ” เนื่องจากผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบำรุงกำลังภายใต้ตราสินค้า เช่น เอ็ม-150 ลิโพ เป็นต้น เครื่องดื่มเกลือแร่ และกาแฟพร้อมดื่ม และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลภายใต้ตราสินค้าเบบี้มายด์ และทเวลฟ์พลัส รวมทั้งธุรกิจให้บริการผลิตสินค้า บรรจุภัณฑ์ และจัดจำหน่ายสินค้า

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU แนวโน้มจะได้อานิสงส์ทางอ้อมจากมาตรการ “เราชนะ” เนื่องจากเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง และขยายธุรกิจให้ครบวงจรด้วยธุรกิจอาหารสำเร็จรูปและอาหารว่าง โดยเน้นอาหารทะเล ธุรกิจบรรจุภัณฑ์และสิ่งพิมพ์ ธุรกิจการตลาดภายในประเทศ ธุรกิจอาหารสัตว์ และธุรกิจพัฒนาสายพันธุ์กุ้งเพื่อจำหน่าย

อย่างไรก็ดี หุ้นดังกล่าวได้รับประโยชน์ทางอ้อมอย่างแน่นอน!!!