PIMO ขาขึ้นรอบใหม่! บวกแรง 6% ลุ้นกำไรปี 63-64 ทำนิวไฮต่อเนื่อง

PIMO ขาขึ้นรอบใหม่! บวกแรง 6% ลุ้นกำไรปี 63-64 ทำนิวไฮต่อเนื่อง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  บริษัท ไพโอเนียร์ มอเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PIMO ณ เวลา 11.12 น. อยู่ที่ระดับ 2.60 บาท บวก 0.18 บาท หรือ 6.56% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 59.90 ล้านบาท คาดเก็งกำไรรอบใหม่และลุ้นผลงานปี 63 และปี 64 ทำนิวไฮต่อเนื่อง

โดยก่อนหน้านี้ นายวสันต์ อิทธิโรจนกุล กรรมการผู้จัดการ PIMO เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่ากำไรสุทธิในปี 64 จะทำได้มากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) ต่อเนื่องจากปี 63 ที่คาดว่าจะมีกำไร 85-90 ล้านบาท เติบโตก้าวกระโดดจากปี 62 ที่มีกำไร 28 ล้านบาท หลังจากงวด 9 เดือนแรกของปี 63 มีกำไรสุทธิ 63 ล้านบาท และคาดว่าไตรมาส 4/63 จะมีกำไรสุทธิสูงกว่า 3 เท่าจากไตรมาส 4/62 ที่มีกำไร 5 ล้านบาท

สำหรับปี 64 นี้ คาดว่ารายได้จากยอดขายจะเติบโตอย่างน้อย 20-25% โดยเฉพาะจะมาจากการส่งออกที่คาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 49% จาก 15% ปี 63 จากนั้นในปี 65 ก็จะเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 60% หลังจากได้รับคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) เข้ามามาจากลูกค้าในสหรัฐ ซึ่งบริษัทได้ขยายกำลังการผลิตมารองรับเป็น 120 ลูก/วัน

ส่วนตลาดในประเทศคาดว่าช่วงครึ่งปีแรกยังจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะฟื้นกลับมาดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าภาพรวมทั้งปีประเมินลูกค้าทั่วไปในประเทศคงจะไม่ได้เติบโตจากปีก่อน

นายวสันต์ ยังเปิดเผยอีกว่า บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการผลิตมอเตอร์สำหรับรถไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นมอเตอร์ประเภท BLDC ที่บริษัทมีสิทธิบัตรอยู่แล้ว โดยได้หารือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อขอการสนับสนุน ซึ่งมีหลายโรงงานในไทยกว่า 10 รายยื่นขอไปเช่นกัน และสวทช.จะคัดเลือกรายใดรายหนึ่ง ขณะที่ PIMO เป็นรายเดียวที่มีองค์ความรู้เรื่องมอเตอร์ BLDC จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี โดยหากได้รัฐบาลเข้ามาส่งเสริมก็จะช่วยทำให้ตลาดรถ EV เกิดขึ้นได้ เพราะหากปล่อยให้แข่งกับจีน บริษัทในไทยก็คงสู้ไม่ได้

พร้อมกันนั้น บริษัทก็ยังมองหาลูกค้าหรือผู้ผลิตรถ EV ในไทยจะร่วมมือกัน ทั้งนี้เพื่อตัดสินว่าจะเลือกผลิตมอเตอร์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เบื้องต้นได้เข้าไปพูดคุยกับทาง บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) บ้างแล้ว เชื่อว่าผู้ผลิตรถจะพิจารณาทั้งราคาและคุณภาพของมอเตอร์ โดยอยู่ระหว่างการทำ R&D ที่จะต้องร่วมมือกับลูกค้า เพราะด้านความสามารถการผลิตบริษัทมั่นใจทำได้

Back to top button