KAsset ควัก 366 ลบ. จ่ายปันผล 7 กองทุน

นายนาวิน อินทรสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด หรือ บลจ.กสิกรไทย (KAsset) เปิดเผยว่า บริษัทมีมติจ่ายปันผลกองทุนหุ้นต่างประเทศ 7 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดเค ยูเอสเอ หุ้นทุน-A ชนิดจ่ายเงินปันผล (K-USA-A(D)) สำหรับรอบผลการดำเนินงาน 1 พ.ค. 63 – 31 ม.ค. 64 ในอัตรา 0.50 บาทต่อหน่วย กองทุนเปิดเค อินเดีย หุ้นทุน (K-INDIA) สำหรับรอบผลการดำเนินงาน 1 ก.พ. 63 – 31 ม.ค. 64 ในอัตรา 0.30 บาทต่อหน่วย กองทุนเปิดเค โกลบอล เฮลท์แคร์ หุ้นทุน (K-GHEALTH) และกองทุนเปิดเค โกลบอล เฮลท์แคร์ หุ้นทุน Unhedged (K-GHEALTH(UH)) สำหรับรอบผลการดำเนินงาน 1 พ.ย. 63 – 31 ม.ค. 64 ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย

รวมถึงกองทุนเปิดเค โกลบอล อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต ออพพอร์ทูนนิตี้ (K-GEMO) สำหรับรอบผลการดำเนินงาน 1 พ.ค. 63 – 31 ม.ค. 64 ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย กองทุนเปิดเค ยูโรเปียน หุ้นทุน (K-EUROPE) สำหรับรอบผลการดำเนินงาน 1 ส.ค. 63 – 31 ม.ค. 64 ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย และกองทุนเปิดเค เอเชียน สมอลเลอร์ หุ้นทุน (K-ASIA) สำหรับรอบผลการดำเนินงาน 1 พ.ย. 63 ถึง 31 ม.ค. 64 ในอัตรา0.20 บาทต่อหน่วย โดยทั้ง 7 กองทุนมีกำหนดจ่ายปันผลพร้อมกันในวันที่ 15 ก.พ. 64 รวมมูลค่าทั้งสิ้น 366.71 ล้านบาท

โดยกองทุนหุ้นต่างประเทศยังเป็นทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจ หลังจากเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณฟื้นตัวและ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP โลกในปีนี้เป็น 5.5% สอดคล้องกับนักวิเคราะห์ที่มีมุมมองเป็นบวกต่อกำไรบริษัทจดทะเบียน อีกทั้งสภาพคล่องในระบบที่ยังมีสูงและอัตราดอกเบี้ยที่จะยังอยู่ในระดับต่ำจะช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นต่อไปได้ โดยนักลงทุนยังคงให้น้ำหนักไปที่ความสำเร็จของการผลิตและกระจายวัคซีน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่จากหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาสถานการณ์ระบาดและการกลายพันธุ์ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 4 และแรงขายทำกำไรหลังตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นรับข่าวดีไปพอสมควรแล้ว

บลจ.กสิกรไทย ยังคงมีมุมมองค่อนข้างบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาขณะที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0-0.25% ขณะเดียวกันผลประกอบการบริษัทไตรมาส 4 ที่ทยอยประกาศออกมาส่วนใหญ่มีกำไรต่อหุ้นสูงกว่าคาดซึ่งจะเริ่มเห็นการปรับประมาณการขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับใหม่ของประธานาธิบดีไบเดนซึ่งตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนหุ้นกลุ่ม Health Care ผลประกอบการหุ้นกลุ่มนี้ในดัชนี S&P 500 ของไตรมาส 4 ที่ประกาศออกมาแล้ว ส่วนใหญ่มีผลกำไรที่ดีกว่าที่ตลาดคาด และราคาหุ้นยังถูกอยู่เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นที่มีอัตราการเติบโตสูง” นายนาวินกล่าว

สำหรับหุ้นอินเดีย หุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) และหุ้นเอเชียขนาดเล็กนั้น นายนาวินกล่าวว่า ทั้ง 3 กลุ่มนี้ยังมีแนวโน้มที่น่าสนใจสำหรับการกระจายการลงทุนและยังคงมีมุมมองค่อนข้างบวกเช่นกัน โดยหุ้นอินเดียเริ่มมีสัญญาณสดใสขึ้นจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจนโดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนภายใต้การระบาดของโควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลาย และการเริ่มฉีดวัคซีนที่มีเป้าหมายครอบคลุมประชากร 300 ล้านคนภายในเดือน ก.ค.

ทั้งนี้ ระดับราคาหุ้นซื้อขายค่อนข้างแพงและอาจผันผวนในระยะสั้น แต่มองว่ายังมีโอกาสเติบโตของกำไรในอนาคต ขณะที่กลุ่มประเทศเกิดใหม่ยังมีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่แตกต่างกันโดยตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียมีการฟื้นตัวที่ดีกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน ขณะที่บางประเทศยังมีความเปราะบางเนื่องจากพึ่งพาการค้านอกภูมิภาคสูง แต่ระดับราคาหุ้นของหลายประเทศในตลาดเกิดใหม่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ ส่วนหุ้นเอเชียที่เป็นหุ้นขนาดเล็ก แม้การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐจะยังเอื้อการไหลเข้าของกระแสเงินทุนจากต่างชาติในเอเชียแต่เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้ยังพึ่งพารายได้จากในภูมิภาคเป็นหลัก จึงอาจจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าหุ้นขนาดใหญ่หากสถานการณ์ระบาดเริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม สำหรับฝั่งยุโรปเศรษฐกิจยังคงเปราะบาง แนะนำผู้ที่สนใจลงทุนในหุ้นยุโรปให้ติดตามสภาวะตลาดอย่างใกล้ชิดและรอประเมินสถานการณ์