KEX ไม่ได้ดั่งใจ.!?

บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX เป็นหุ้นฟอร์มดี วันแรกที่เข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ (24 ธ.ค. 2563) ซื้อขายกันอึกทึกครึกโครม สร้างสถิติมูลค่าซื้อขายวันแรกสูงสุดที่ 2.53 หมื่นล้านบาท ก่อนจะถูกบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR โค่นแชมป์ไปสด ๆ ร้อน ๆ ซื้อขายวันแรกสูงสุดที่ 4.74 หมื่นล้านบาท...

สำนักข่าวรัชดา

บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX เป็นหุ้นฟอร์มดี วันแรกที่เข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ (24 ธ.ค. 2563) ซื้อขายกันอึกทึกครึกโครม สร้างสถิติมูลค่าซื้อขายวันแรกสูงสุดที่ 2.53 หมื่นล้านบาท ก่อนจะถูกบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR โค่นแชมป์ไปสด ๆ ร้อน ๆ ซื้อขายวันแรกสูงสุดที่ 4.74 หมื่นล้านบาท…

ด้วยเทรนด์ของการค้าขายออนไลน์ หรือธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของไทยที่กำลังโตระเบิดระเบ้อ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิดที่คนหันมาซื้อสินค้าออนไลน์กันมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจขนส่งพัสดุโตกระฉูดไปด้วย โดยคาดในปี 2563 มีมูลค่าตลาดราว 6.6 หมื่นล้านบาท หรือโตประมาณ 35%

จึงถูกคาดหมายว่า KEX ในฐานะผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนรายใหญ่ น่าจะได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ

แต่พอเปิดงบปี 2563 ออกมา งานนี้มีเงิบกันเป็นแถว..!! เนื่องจากรายได้ที่คิดว่าจะเติบโต กลับลดลงซะงั้น…โดยมีรายได้ 18,917 ล้านบาท ลดลง 4.4% จากปีก่อนเคยทำได้ 19,782 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,405 ล้านบาท เติบโต 5.8% จากปีก่อนเคยทำได้ 1,329 ล้านบาท

หากเจาะดูไส้ในจะเห็นว่ารายได้ลดลงทุกขา เริ่มจากกลุ่มธุรกิจส่งถึงธุรกิจ (B2B) ลดลง 17.4% อยู่ที่ 352 ล้านบาท ส่วนกลุ่มธุรกิจส่งถึงบุคคล (B2C) ลดลง 4.7% อยู่ที่ 8,528 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มบุคคลถึงบุคคล (C2C) ซึ่งเป็นสัดส่วนรายได้หลักลดลง 2.2% อยู่ที่ 10,011 ล้านบาท

โอเค…แม้การแพร่ระบาดของโควิด และมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้ธุรกรรมออนไลน์เติบโตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้ความต้องการในการจัดส่งสินค้าเพิ่มขึ้น แต่ด้วยสถานการณ์โรคระบาดที่ยืดเยื้อ ทำให้ภาคเศรษฐกิจหลายส่วนหยุดชะงัก รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางขาดสภาพคล่อง เกิดการลดจำนวนการจ้างงาน กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค จึงกดดันรายได้ของบริษัทอย่างที่เห็น…

นั่นแปลว่าก่อนหน้านี้ที่ถูกคาดหมายว่าโควิดจะช่วยหนุนการเติบโตของ KEX ก็เป็นแค่จินตนาการฝันหวานของนักลงทุนน่ะสิ…

ช่างน่าผิดหวังจริง ๆ…

อีกประเด็นที่น่าคิด แม้ตลาดขนส่งพัสดุเป็นเค้กก้อนใหญ่ก็จริง…แต่ตลาดนี้ก็เต็มไปด้วยคู่แข่งทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นไปรษณีย์ไทย, ลาซาด้า เอ็กซ์เพรส, เอสซีจี เอ็กซ์เพรส, ดีแอชแอล อีคอมเมิร์ซ, นิ่มเอ็กซ์เพรส, แฟลช เอ็กซ์เพรส, นินจาแวน, ลาลามูฟ, เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส และซีเจ โลจิสติกส์ เป็นต้น

จึงเกิดสงครามทุบราคา เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด..!!

สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ KEX ที่ปรับลดราคาค่าขนส่งพัสดุลง เพื่อเข้าถึงตลาดขนส่งแบบประหยัดมากขึ้น

เลยเป็นที่มาของตัวเลขรายได้และกำไรที่ไม่ได้ดั่งใจ (ขาเชียร์)..!!

ส่วนที่เห็น KEX ยังโชว์ตัวเลขกำไรโต 5.8% อยู่ที่ 1,405 ล้านบาทนั้น ก็มาจากต้นทุนขายและบริการที่ลดลง 5.1% อยู่ที่ 15,850 ล้านบาท จากเดิมอยู่ที่ 16,704 ล้านบาทนั่นเอง

ที่จริงการลดต้นทุนเป็นเรื่องที่ดีนะ แต่…ถ้ารายได้ไม่โต กำไรก็จะนิ่ง ก็จะไม่เห็นการ Growth ในระยะต่อไป

ดังนั้น ต้องเติบโตควบคู่กันไปทั้งขาของการลดต้นทุนและรายได้ที่เพิ่มขึ้นถึงจะดีแท้จริง..!!

ก็คงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้บริหาร KEX ต้องหาทางแก้กันต่อไป…

เพราะขืนปล่อยไว้อย่างนี้เสียฟอร์มหุ้นขนส่งสีส้มยักษ์ใหญ่แย่เลย…

…อิ อิ อิ…