อีกาฝูงใหม่

เมื่อวานนี้วันจันทร์ ดัชนีตลาดหุ้นไทย SET ปิดร่วงเกือบ 23 จุด ต่ำสุดใน 2 สัปดาห์ แต่น่าสนใจคือ หลุดแนวนับจิตวิทยา 1,500 จุดลงไปชนิดกู่ไม่กลับ และร่วงต่อเนื่องกันเป็นวันที่ 5 แล้วยังไม่มีแนวโน้มว่าแนวรับที่ 1,470 จุดจะเอาอยู่ หรือไม่ ถึง 89,000 ล้านบาท แสดงว่าตลาดยังไม่วาย

พลวัตปี 2021 : วิษณุ โชลิตกุล

เมื่อวานนี้วันจันทร์ ดัชนีตลาดหุ้นไทย SET ปิดร่วงเกือบ 23 จุด ต่ำสุดใน 2 สัปดาห์ แต่น่าสนใจคือ หลุดแนวนับจิตวิทยา 1,500 จุดลงไปชนิดกู่ไม่กลับ และร่วงต่อเนื่องกันเป็นวันที่ 5 แล้วยังไม่มีแนวโน้มว่าแนวรับที่ 1,470 จุดจะเอาอยู่ หรือไม่ ถึง 89,000 ล้านบาท แสดงว่าตลาดยังไม่วาย

อีกาที่ขึ้นต่อเนื่องผิดปกติเป็นตัวที่ 5 ติด ๆ กัน จะเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์อธิบาย เป็นการปรับตัวลงตามต่างประเทศ โดยตลาดภูมิภาค-ยุโรป-ดาวโจนส์ฟิวเจอร์สร่วงถ้วนหน้ารับผล Bond yield ขึ้นเร็ว ส่งผลให้ตลาดทั่วโลกพักฐานช่วงสั้นเหตุหวั่นกระทบกระแสเงินทุน ต้องรอลุ้นเกิดเทคนิเคิลรีบาวด์หลังลงลึก

ด้วยวิธีคิดเช่นนี้ เราจึงไม่ประหลาดใจเลยที่จะเห็นนักวิเคราะห์ เสือปืนไว ออกมาคาดเดาว่า ราคาหุ้นจ้องร่วงลงไปอีก คำแนะนำทำนอง “buy dipper” (ซื้อเมื่อราคาร่วง) จึงออกมาให้ ซื้อ โดยไม่ใส่ใจกับการ ติดบนยอดดอย จากคำชี้แนะประเภท จุ๊หมาน้อยขึ้นภู นับตั้งแต่ดัชนี SET ทะลุเหนือ 1,500 จุดมาอย่างคึกคัก

ท่าทีแบบนี้อาจจะไม่ผิดปกติ แต่มันสะท้อนภาพว่า การร่วงแรงในช่วงเทศกาลประกาศงบสิ้นงวด น่าจะโยงใยถึงความผิดหวังในการจ่ายปันผลที่เฉลี่ยลดลงไปมากของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

หากพิจารณาข้อเท็จจริงแล้ว โดยเงื่อนไขของตลาดหุ้นไทยยามนี้นั้น หากไม่นับหุ้นบางรายการที่ได้รับประโยชน์จากโควิด-19 จำนวนเล็กน้อยแล้วถือว่า มีราคาแพงเกินจริงเป็นส่วนใหญ่ ค่าพี/อีล่าสุดของตลาดหุ้นไทย ที่ระดับ 29.00  เท่า และค่าพี/อีของดัชนี mai ที่ 78 เท่า ถือว่าอย่างไรก็แพงไม่ว่าจะคิดจากมาตรฐานอะไร

เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน นักวิเคราะห์หลายคนและหลายสำนัก ออกมาบอกว่าที่ 18.4 เท่า ถือเป็นระดับราคาที่ค่อนข้างแพง ทำให้ Valuation ของตลาดในระยะสั้นค่อนข้างตึงตัว โอกาสไปต่อยังจำกัด แต่ภายใต้เงื่อนไข “โลกสวย” ที่ว่า ปี 2564 เศรษฐกิจจะฟื้นตัว ทำให้กำไรบริษัทดีขึ้นโดยเฉลี่ย ส่งผลให้ราคาหุ้นในเดือนนั้น (ซึ่งถือว่า เมื่อเทียบกับภูมิภาค ก็น่าจะแพงเกือบที่สุด แต่ถ้าเทียบกับดาวโจนส์ก็ถือว่า P/E ตลาดหุ้นไทยนั้นถูกกว่า)

ตามปกตินั้น ค่าพี/อีที่นักวิเคราะห์ไทยส่วนใหญ่ยอมรับกันว่าเหมาะสมสำหรับการเข้าซื้อคือ 15 เท่า แต่การที่ตลอดเดือนมกราคม มีแรงซื้อจากกองทุนในประเทศและโบรกเกอร์เข้ามาหนาแน่นมากเป็นพิเศษ ทำให้ยอดมูลค่าซื้อขายประจำวันบางวันมากกว่า 1 แสนล้านบาท เพิ่งจะมาลดต่ำลงช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้เองที่ร่วงลงมาระดับต่ำกว่า 7 หมื่นล้านบาทต่อวัน ผลลัพธ์ที่ตามมา หนีไม่พ้นค่าพี/อีตลาดที่สูงเป็นสถิติใหม่มากกว่าระดับ 29 เท่าเกือบตลอดเดือนมกราคม

ที่สำคัญหุ้นเข้าใหม่ล่าสุดอย่าง OR ก็มีผลประกอบการน่าผิดหวังอย่างมาก มีกำไรต่อหุ้นลดลงจากปีก่อนมากถึง 40% ในขณะที่ราคายังสูงลิ่ว มีค่าพี/อีถึงกว่า 50 เท่า ในขณะที่นักวิเคราะห์บางสำนักประเมินว่าราคาเหมาะสมไม่ควรเกิน 21.00 บาท หรือราคาต่ำกว่าปัจจุบันมากถึง 30% ทีเดียว

ถ้าคิดจากมาตรฐานที่อนุรักษ์นิยมที่ถือว่าปลอดภัยสำหรับการเข้าซื้อยามนี้ คงต้องรอดูดัชนีที่ร่วงไปที่ระดับต่ำกว่า 1,100 จุด ซึ่งคงไม่น่าจะเป็นไปได้

คำถามคือหากตลาดปรับฐานใหญ่รอบนี้ ดัชนีควรมีแนวรับสุดท้ายที่แข็งแกร่งสุดที่ไหน ตอบได้ว่าต้องดูที่สัญญาณเทคนิครายสัปดาห์เป็นสำคัญ เพราะบ่งชี้ว่าแนวรับสุดท้ายน่าจะอยู่ที่ 1,374 จุด นั่นคือ ดัชนี SET ต้องลงไปอีกประมาณ 100 จุด เพราะที่ตรงนั้น จะเกิดการรีบาวด์ค่อนข้างแรง

ตามรูปการและพฤติกรรมของกองทุนในประเทศและพอร์ตโบรกเกอร์แล้ว คงไม่เกิดขึ้น เว้นแต่ข่าวร้ายยังถั่งโถมเข้ามาไม่หยุด แม้ว่าตลาดภูมิภาคยังไม่ถึงกับเป็นตลาด แดงเดือด ในช่วงสัปดาห์นี้ก็ตาม

อีกาตัวที่ห้า ที่จะต้องจับตาต่อไปว่าแมวตายเด้ง จะแรงแค่ไหน จึงมีความหมายต่อนักลงทุนระดับแมงเม่าพอสมควร