
จัดเต็ม! ครม. อัดแพ็กเกจใหญ่ 5 กลุ่ม อุ้มค่าครองชีพ–ขนส่ง–SME รับมือพลังงานแพง
ครม. เคาะมาตรการใหญ่ 5 กลุ่ม เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการ อัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อุ้มขนส่ง–SME พร้อมเดินหน้าโครงการลดค่าครองชีพทั่วประเทศ รับมือพลังงานแพง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 เม.ย.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ เพื่อรับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลก ครอบคลุม 5 กลุ่ม ได้แก่ ประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี (SME) และภาคขนส่ง

1. กลุ่มเปราะบาง–ประชาชนทั่วไป
ครม. เห็นชอบเพิ่มวงเงินค่าใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.4 ล้านคน จาก 300 บาท เป็น 400 บาทต่อเดือน (เพิ่ม 100 บาท) ในช่วงวันที่ 13 เมษายน – 12 พฤษภาคม 2569 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพโดยตรง
ทั้งนี้ ในส่วนการดูแลกลุ่มเปราะบาง ครม. เห็นชอบใช้งบกลางรวม 6,022.85 ล้านบาท โดยในจำนวนดังกล่าว เป็นงบดำเนินการต่อเนื่องของโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท และเป็นงบสำหรับมาตรการบรรเทาผลกระทบเพิ่มเติมตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2569 จำนวน 1,322.85 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ ออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท ผ่านธนาคารออมสิน เพื่อสนับสนุนการปรับตัวด้านพลังงาน เช่น การซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในที่อยู่อาศัย วงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลา 5 ปี โดยปล่อยสินเชื่อให้สถาบันการเงินและ Non-bank ในอัตราดอกเบี้ย 0.01% เพื่อนำไปปล่อยต่อให้ประชาชน
ด้านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สนับสนุนสินเชื่อพิเศษเพื่อที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน
มาตรการบรรเทาค่าครองชีพ
ครม. เห็นชอบใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท ดำเนิน 3 โครงการหลัก เพื่อลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ ได้แก่
– โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” ได้ปรับเพิ่มการสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยเพิ่มส่วนลดปุ๋ยจากเดิม 200 บาทต่อกระสอบ เป็น 300 บาทต่อกระสอบ สูงสุด 5 กระสอบ พร้อมสนับสนุนเคมีเกษตรอีก 50 บาท รวมเป็น 1,550 บาทต่อครัวเรือน สำหรับเกษตรกรที่มีสมุดทะเบียนเกษตรกร (เล่มเขียว) ขณะที่ผู้ถือบัตรดินดีจะได้รับสิทธิเพิ่มอีก 1 กระสอบ รวมเป็น 6 กระสอบ พร้อมคูปองซื้อปุ๋ยอินทรีย์ 250 บาท ทำให้ได้รับสิทธิรวมสูงสุด 2,100 บาท นอกจากนี้ ผู้ผลิตปุ๋ยยังร่วมให้ส่วนลดเพิ่มเติมผ่านสถาบันเกษตรกรอีก 50 บาทต่อกระสอบ ตั้งเป้าดำเนินการรวม 10 ล้านกระสอบ
– ดำเนินการซื้อนำตลาดสินค้าเกษตร พร้อมจัดตลาดนัดกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ และเชื่อมโยงการกระจายสินค้าไปยังหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงยุติธรรมส่งต่อให้กรมราชทัณฑ์ และกระทรวงกลาโหมส่งต่อให้หน่วยทหาร
– โครงการ “เยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน” ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง ซึ่งปัจจุบันมีรถอยู่กว่า 2,000 คัน และเตรียมขยายเป็น 5,000 คัน พร้อมสนับสนุนบัตรเติมน้ำมัน เพื่อกระจายสินค้าราคาพิเศษสู่พื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 228 ล้านบาท
– โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” ส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท โดยความร่วมมือกับ 4 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Thailand Post Mart, Next Gen, TikTok และ Shopee ซึ่งร่วมลดค่าธรรมเนียม (GP) ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สนับสนุนค่าขนส่ง พร้อมจัดคูปองส่วนลดจำนวน 500,000 ใบ โดยคัดเลือกผู้ประกอบการ SME ที่มีการผลิตจริงและผ่านมาตรฐาน จำนวน 2,000 ราย เข้าร่วมโครงการ และเปิดให้ผู้บริโภคลงทะเบียนรับคูปองมูลค่า 100 บาทต่อใบ ผ่านแต่ละแพลตฟอร์มตามเงื่อนไขที่กำหนด

2. กลุ่มเกษตรกร
ครม. เห็นชอบมาตรการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” วงเงิน 30,000 ล้านบาท ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กำหนดอัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี โดยภาครัฐสนับสนุนครึ่งหนึ่ง ทำให้เกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยเพียง 3% เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต อาทิ พันธุ์พืชและปุ๋ย
นางศุภจี ระบุถึงสถานการณ์ราคาปุ๋ยว่า ปุ๋ยเป็นสินค้าควบคุม การปรับขึ้นราคาจะต้องขออนุญาตก่อน โดยยอมรับว่าที่ผ่านมามีการปรับขึ้นราคาแล้วบางส่วน อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้ากว่าพันแห่ง พบผู้กระทำผิด 48 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมายและสอบสวนเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ได้เปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ หรือสายด่วน 1569 โดยหากมีหลักฐานชัดเจนจะดำเนินการตามกฎหมายทันที เนื่องจากยังไม่อนุญาตให้ปรับขึ้นราคา
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการโครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส รวมถึงการจำหน่ายปุ๋ยหน้าโรงงาน จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น
3. กลุ่มผู้ประกอบการ
ครม. ผ่อนปรนเงื่อนไขคู่สัญญาภาครัฐ กรณีผู้ชนะการประมูลไม่สามารถลงนามสัญญาได้ ให้ยกเลิกโดยไม่ถือเป็นผู้ทิ้งงาน พร้อมคืนหลักประกัน ขณะที่สัญญาที่ลงนามแล้วสามารถเจรจาหยุดงานได้ตามความเหมาะสม
นอกจากนี้ ยังปรับหลักเกณฑ์คำนวณราคากลางงานก่อสร้าง โดยกำหนดราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 69.99 บาทต่อลิตร พร้อมเร่งรัดการโอนค่า K
4. กลุ่มเอสเอ็มอี (SME)
ครม. เห็นชอบจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 100,000 ล้านบาท ผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว
ขณะที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษ และลดภาระค่าประกันความเสี่ยงจากผลกระทบของสถานการณ์สงคราม

5. กลุ่มขนส่ง
ครม. อนุมัติงบกลางรวมกว่า 2,060 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนต้นทุนน้ำมันให้ภาคขนส่ง ครอบคลุมรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะรวมกว่า 467,000 คัน โดยแบ่งเป็น รถบรรทุก 287,175 คัน วงเงิน 1,353 ล้านบาท และรถโดยสาร 180,332 คัน วงเงิน 706 ล้านบาท โดยมาตรการดังกล่าวจะดำเนินการในช่วงวันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 รวม 42 วัน และโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์
พร้อมกันนี้ ครม. ยังเห็นชอบในหลักการใช้เงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) วงเงิน 700 ล้านบาท เพื่อช่วยตรึงอัตราค่าโดยสารในช่วงเทศกาลเดินทางถึงวันที่ 19 เมษายน 2569
นายเอกนิติ ระบุเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 พร้อมกำชับให้หน่วยงานภาครัฐลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมการประหยัดพลังงาน รวมถึงการทำงานในรูปแบบ WFH
นายเอกนิติ ยังตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า มาตรการที่ดำเนินการทั้งหมดเป็นการป้องกันปัญหาล่วงหน้า เพื่อชะลอผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยภาพรวมยังเป็นไปตามประมาณการที่กระทรวงพาณิชย์ประเมินไว้
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 ใหม่ จากเดิมร้อยละ 0.0–1.0 เป็นร้อยละ 1.5–2.5 โดยมีค่ากลางที่ร้อยละ 2.0

