สัมพันธ์จีน-สหรัฐจะอบอุ่นขึ้น ?

หลังจากที่อดทนรอและสงวนท่าทีมานาน ในที่สุดจีนก็อดรนทนไม่ไหว นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนก็ตัดสินใจ ออกมาเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการลงโทษและภาษีที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทำไว้

กระแสโลก : ฐปนี แก้วแดง

หลังจากที่อดทนรอและสงวนท่าทีมานาน ในที่สุดจีนก็อดรนทนไม่ไหว นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนก็ตัดสินใจ ออกมาเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการลงโทษและภาษีที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทำไว้

การออกมาเรียกร้องหลังจากที่นิ่งเงียบมานานเดือนกว่า นับตั้งแต่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ อาจตีความได้ว่า จีนกำลังเริ่มเปิดเกมเพื่อหยั่งเชิงคณะบริหารของไบเดน  และพัฒนาการที่จะตามมาจากนี้ไป อาจเป็นตัวชี้วัดได้ว่า ความสัมพันธ์ของจีนและสหรัฐฯ ที่ได้เสื่อมทรามลงอย่างรุนแรงในสมัยของทรัมป์ จะอบอุ่นขึ้นหรือยิ่งเสื่อมทรามลง และแน่นอนว่า มันจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั้งในทางบวกและทางลบอย่างแน่นอน

สาระสำคัญในการเรียกร้องของรัฐมนตรีต่างประเทศจีนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา คือ ต้องการให้คณะบริหารของไบเดนยกเลิกภาษีและมาตรการลงโทษต่อบริษัทจีน และหยุด “กดขี่” อย่างไม่มีเหตุผล ต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีนเพื่อที่จะได้สร้างเงื่อนไขที่จำเป็นต่อความร่วมมือระหว่างจีนและสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องอื่น ๆ อีก เช่น ให้สหรัฐฯ สนับสนุนนักศึกษาจีนในต่างประเทศและยกเลิกระเบียบที่มีต่อกลุ่มวัฒนธรรมและสื่อจีนในสหรัฐฯ

แม้ในขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าประธานาธิบดีไบเดนจะดำเนินการอย่างไร แต่นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ไบเดนยังแสดงท่าทีในโทนที่แข็งกร้าว จะเห็นได้จากในวันศุกร์ที่ผ่านมาเขาได้กล่าวกับพันธมิตรในยุโรปว่า “เราจะต้องเตรียมรับมือกับการแข่งขันเชิงกลยุทธ์ในระยะยาวกับจีน”

คณะบริหารของไบเดนยังได้ส่งสัญญาณว่าจะกดดันจีนต่อไป และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติทางการค้าโดย “บีบบังคับและไม่เป็นธรรม” ของจีน นอกจากนี้ยังได้ยกย่องคณะบริหารของทรัมป์ที่ตัดสินว่าจีนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในซินเจียง

ขณะเดียวกัน ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็กล่าวชัดว่า ภาษีที่เก็บในยุคของทรัมป์จะยังคงอยู่และจะมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ หรือไม่ จะขึ้นอยู่กับว่าจีนทำตามข้อตกลงการค้าหรือไม่

มีการคาดการณ์กันว่า ไบเดนจะเน้นย้ำและให้ความสำคัญมากขึ้นต่อปัญหาที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เช่น ปัญหาในฮ่องกง มณฑลซินเจียง และทิเบต แต่รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนก็ได้ย้ำอีกเหมือนกันว่าภูมิภาคเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของ “กิจการภายใน” ของจีน และความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ จะดีขึ้นก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ เคารพจุดยืนของจีน

นอกจากนี้นายชุย เทียนไข่ เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ ก็ออกมาสำทับร่วมอีกว่า รัฐบาลปักกิ่งและวอชิงตันจะต้องนิยามขอบเขตนโยบายต่างประเทศ และย้ำว่า ประเด็นที่เป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับจีนคือ ไต้หวัน ซินเจียง และทิเบต

ดูเหมือนว่าทั้งสองประเทศได้เปิดกว้างต่อความร่วมมือในบางเรื่อง เช่น ลดการปล่อยคาร์บอน และการชักชวนให้เกาหลีเหนือยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ และรัฐมนตรีต่างประเทศจีนได้กล่าวว่าสองประเทศสามารถทำงานร่วมกันเพื่อจัดการการระบาดของไวรัสโคโรนา สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก และย้ำว่า รัฐบาลปักกิ่งยังคงสนับสนุนธุรกิจอเมริกันในจีน

อีริก โรเบอร์สัน หัวหน้านักลยุทธ์และหัวหน้าฝ่ายวิจัยทั่วโลกของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์แบงก์ มีความเชื่อมั่นต่อความสัมพันธ์ของจีนและสหรัฐฯ และคาดการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะดีขึ้นในช่วง 12-24 เดือนข้างหน้า โดยชี้ว่า แม้ไบเดนและทีมงานมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มการเติบโตภายในประเทศ แต่พวกก็ตระหนักดีว่ามีความสำคัญที่จะต้องสร้างเงื่อนไขเพื่อให้การค้าโลกเติบโต และคณะบริหารของไบเดนได้พูดชัดเจนแล้วว่ากลยุทธ์ภาษีมีข้อบกพร่อง ดังนั้นจึงไม่คิดว่าจะเปลี่ยนท่าทีโดยเร็ว และเชื่อว่าคณะบริหารไบเดนจะใช้ภาษีเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการเจรจาโดยรวม

นอกจากนี้ คณะบริหารของไบเดนไม่น่าจะใช้เงินตราเป็นเครื่องมือในการสร้างอิทธิพลต่อนโยบายการค้าเช่นกันเนื่องจากต้องการให้ตลาดเงินเป็นไปอย่างเสรีและมีประสิทธิภาพและมีการแทรกแซงให้น้อยสุดเท่าที่เป็นไปได้

ในขณะที่มีแนวโน้มว่า ไบเดนจะยังคงรักษาท่าทีแข็งกร้าวที่ทรัมป์ได้มีต่อจีนไว้ต่อไป แต่มีรายงานจากสภาหอการค้าอเมริกันและบริษัท โรเดียม กรุ๊ปที่ชี้ให้เห็นถึงความสูญเสียของสหรัฐฯ หากยังคงดำเนินนโยบายแยกตัวออกจากจีนอย่างรุนแรง

รายงานดังกล่าวชี้ว่า เศรษฐกิจอเมริกาอาจสูญเสียการผลิตและความสามารถในการแข่งขันทั่วโลกเป็นเงินมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยการขึ้นภาษีการค้าทั้งหมดต่อจีน 25% จะทำให้สหรัฐฯ จะสูญเสียการส่งออกเป็นเงิน 190,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2568

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐฯ จะหายไปครั้งเดียวถึง 500,000 ล้านดอลลาร์ หากสหรัฐฯ ขายการลงทุนโดยตรงในจีนเพียงแค่ครึ่งเดียว และนักลงทุนอเมริกันจะสูญเสียกำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ (capital gains) 25,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

การส่งออกบริการ จะหายไป 15,000-30,000 ล้านดอลลาร์หากการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวและการศึกษาของคนจีนลดลงครึ่งหนึ่งของระดับก่อนที่จะเกิดการระบาดของโควิด-19

รายงานนี้ได้เริ่มจัดทำขึ้นเมื่อปี 2562 ก่อนที่การระบาดของไวรัสโคโรนาจะทุบเศรษฐกิจโลก ดังนั้นความเสียหายอาจจะมากกว่านี้หลังจากที่โควิดได้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก

ผลที่ตามมาจากการทำสงครามการค้าและภาษีของทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ตั้งแต่ปลายปี 2561จนกระทั่งได้ทำข้อตกลงการค้าเฟส 1 ในเดือนมกราคม  2563 คงทำให้ทั้งสองฝ่ายตระหนักแล้วว่า ไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองชาติและเศรษฐกิจโลกโดยรวม

มีความเป็นไปได้ว่าสองเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลก อาจจะพยายามปรับปรุงความสัมพันธ์ทั้งทางการค้าและการทูตให้ดีขึ้น แม้ว่าความสัมพันธ์ไม่น่าจะอบอุ่นขึ้นกว่าเดิมมากสักเท่าไหร่ แต่ด้วยสไตล์และบุคลิกของไบเดนที่แตกต่างกับทรัมป์มาก อย่างน้อยการใช้โวหารตอบโต้รายวันอาจจะลดน้อยลง และนั่นน่าจะนำพาให้บรรยากาศการเจรจาดีขึ้นกว่าเดิม

และเพียงแค่นี้ก็น่าจะสร้างความสบายใจให้ตลาดหุ้นได้มากโขเช่นกัน