3 หุ้น ขานรับ “เศรษฐกิจ-ภาคบริการ” ฟื้นตัว!         

ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ยังเคลื่อนไหวไซต์เวย์ด้านข้างเป็นหลัก รอปัจจัยใหม่สนับสนุน จนกระทั้งมีน้ำหนักการลงทุนเรื่องเกี่ยวกับปัจจัยภายในประเทศเข้ามาอาจเป็นตัวหนุน

เส้นทางนักลงทุน

สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ยังเคลื่อนไหวไซต์เวย์ออกด้านข้างเป็นหลัก รอปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน  จนกระทั้งมีน้ำหนักการลงทุนเรื่องเกี่ยวกับปัจจัยภายในประเทศเข้ามาอาจเป็นตัวหนุน หลังจากมีความชัดเจนในเรื่องความต่อเนื่องของมาตรการพยุงเศรษฐกิจ โดยเม็ดเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ 1 ล้านล้านบาท ยังคงเหลือรองรับได้ราว 2.8 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะถูกจัดสรรไปในโครงการ คนละครึ่ง และ เราเที่ยวด้วยกัน เฟสที่ 3

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่จะดึงเม็ดเงินออมของกลุ่มที่มีกำลังซื้อออกมาจับจ่ายใช้สอย ในรูปแบบคล้ายช้อปดีมีคืน แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ส่วนการแก้ไขปัญหาหนี้สินของผู้ประกอบการดำเนินการ 2 ส่วนคือ การปรับปรุงเงื่อนไข Soft loan ให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และการทำ Asset Warehousing

ภาวะแวดล้อมดังกล่าวน่าจะทำให้เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อเนื่อง และน่าจะเป็นเหตุผลทำให้การประชุม กนง. ในวันนี้ ยังสามารถคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ตามเดิมได้

โดยธีมการลงทุนได้หยิบยกจากบทวิเคราะห์ “บล.เอเซีย พลัส” โดยมีการให้น้ำหนักไปที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการเปิดให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเฉพาะอย่างยิ่งในภาคบริการกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น ผลดังกล่าวมองหุ้น Top Pick เลือก BBL, CENTEL และ MAJOR

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL มองว่าจะได้รับอานิสงส์เมื่อเข้าสู่เส้นทางของการฟื้นตัวที่แท้จริง โดยธนาคารมองสินเชื่อปี 2564 ขยายตัว 3%-4% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) คาดการณ์ลดลงมาที่ 2.2 หมื่นล้านบาท จาก 3.1 หมื่นล้านบาทในปี 2563 ถือว่าเข้าสู่เส้นทางของการฟื้นตัวที่แท้จริง

ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารคาด NPL Ratio ณ สิ้นปี 2564 จะอยู่ในกรอบไม่เกิน 4.5% จาก 3.9% ณ สิ้นปี 2563 จากสภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว โดยธนาคารพาณิชย์มี Coverage Ratio ณ สิ้นงวดไตรมาส 4/2563 ที่ 181.6% สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 150%

ส่วนแนวโน้มกำไรปี 2564 ฟื้นตัวจากฐานต่ำปีก่อน ด้านราคาหุ้น BBL ยังคง Laggard SETBANK และหุ้นธนาคารพาณิชย์อื่นๆอยู่มากพอสมควร

ดังนั้นยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 154.00 บาท

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL มองว่าจะได้รับอานิสงส์เมื่อวัคซีนเริ่มลงเข็ม วันเปิดประเทศใกล้เข้ามา โดยภาครัฐตั้งเป้าหมายเปิดประเทศ ภายใน ต.ค.2564 ภายหลังวัคซีนโควิด-19 เริ่มกระจายในไทย หนุนต่อธุรกิจโรงแรมของบริษัทในไทย ขณะที่โรงแรมในมัลดิฟส์ มีพัฒนการที่ดี และเริ่มเห็นกำไรของโรงแรม 4 ดาว เนื่องจากเป็นประเทศที่ไม่มีการกักตัวนักท่องเที่ยว 14 วัน

นอกจากนี้คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยกลับสู่ระดับปี 2562 ช่วงปี 2566-2567 ธุรกิจร้านอาหาร มีแนวโน้มฟื้นตัวตามกำลังซื้อในประเทศ ที่จะค่อยๆดีขึ้น ตามการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

อีกทั้งการกระจายของวัคซีนและโอกาสในการเปิดประเทศ คาดช่วยจำกัด Downside ของราคาหุ้นสัดส่วน ขณะที่ D/E ต่ำสุดในกลุ่มที่ 1.12 เท่า ทำให้ความเสี่ยงด้านเงินทุนปลอดภัยกว่ากลุ่ม

ดังนั้นยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 40.00 บาท

บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR มองว่าจะได้รับอานิสงส์จากฤดูกาลหนังกลับมาอีกครั้ง โดยอุตสาหกรรมโรงหลังทั่วโลกกำลังเข้าสู่โหมดฟื้นตัว โดยตัวเลข Box office ในสหรัฐฯดีขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดเดือนมี.ค.ทำยอดขายตั๋วเฉลี่ยราวสัปดาห์ละ 20 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.พ. และม.ค. ที่ทำได้เฉลี่ยสัปดาห์ละ 11 ล้านเหรียญ และ 13 ล้านเหรียญ ตามลำดับ

ขณะเดียวกันคาดว่ายอดขายตั๋วและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องจะฟื้นตัวโดดเด่น ตั้งแต่เดือน มี.ค. เป็นต้นไป จากหนังดังที่พร้อมจะสร้างปรากฏการณ์ อาทิ เช่น Gozilla VS Kong, Black Widow, Fast 9 เป็นต้น ทำให้ผลประกอบการในไตรมาส 2/2564 น่าจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่นทั้งจากไตรมาสก่อน และจากงวดเดียวกันของปีก่อน

ดังนั้นยังคงแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 24.00 บาท

สำหรับ 3 หุ้น Top Pick  ถือเบื้องต้นเป็นการคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการเปิดให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเฉพาะอย่างยิ่งในภาคบริการกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น