PROS พบปะนักวิเคราะห์ คาดปีนี้กำไร “นิวไฮ” ประเมินเป้าเฉลี่ย 2.82 บ.

PROS พบปะนักวิเคราะห์ คาดปีนี้กำไร "นิวไฮ" ประเมินเป้าเฉลี่ย 2.82 บ.

นายพงศ์เทพ รัตนแสงสรวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรอสเพอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PROS ผู้ให้บริการรับเหมาติดตั้งงานระบบวิศวกรรมประกอบอาคาร เปิดเผยว่า บริษัทฯ เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านงานรับเหมาติดตั้งงานระบบวิศวกรรมประกอบอาคารรายใหญ่ของประเทศ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำงานมาอย่างยาวนาน มุ่งเน้นการให้บริการที่มีคุณภาพ การดูแลและเอาใจใส่ลูกค้าแต่ละโครงการอย่างใกล้ชิด การตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย ตลอดจนการส่งมอบงานที่มีมาตรฐานและคุณภาพภายในระยะเวลาที่ลูกค้ากำหนด  ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของโครงการให้ดำเนินงานติดตั้งระบบวิศวกรรมประกอบอาคารมาอย่างต่อเนื่อง โดยฐานลูกค้าหลักกระจายอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ ห้างสรรพสินค้า อาคารชุดพักอาศัย ศูนย์กระจายสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น

โดยวัตถุประสงค์การระดมทุนครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำไปใช้ลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์และเป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต นอกจากนั้น การเข้าจดทะเบียนในครั้งนี้ ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานของบริษัทฯ ให้เป็นมาตรฐานสากล เพิ่มความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดี ต่อลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ในฐานะบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินกิจการภายใต้หลักบรรษัทภิบาล มีความยั่งยืนและมีความโปร่งใส รวมทั้งการต่อยอดด้านการพัฒนาบุคลากรซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเติบโตของบริษัทฯ

สำหรับผลประกอบการของบริษัทในช่วง 3 ปีที่ผ่าน บริษัทมีรายได้รวมในปี 2561–2563 จำนวน 1,314.59 ล้านบาท 941.67 ล้านบาท และ 944.77 ล้านบาท ตามลำดับ  มีกำไรสุทธิสำหรับปี 2561 – 2563 มีจำนวน 81.88 ล้านบาท  27.45 ล้านบาท และ 51.13 ล้านบาท ตามลำดับ

โดย นายสัมฤทธิ์ชัย ตั้งหะรัฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินในการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) กล่าวว่า บริษัท พรอสเพอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PROS หนึ่งในผู้นำธุรกิจบริการรับเหมาติดตั้งงานระบบวิศวกรรมประกอบอาคารที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ถือเป็นบริษัทที่อยู่ในธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากงานโครงสร้างพื้นฐาน งานก่อสร้างโครงการ และสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการที่จะผลักดันการลงทุนในประเทศ ขณะเดียวกัน ผู้บริหารของบริษัทเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในธุรกิจมายาวนานกว่า 24 ปี ซึ่งการระดมทุนในครั้งนี้ จะสนับสนุนให้บริษัทฯ มีเงินทุนที่จะรองรับโอกาสการเติบโตในอนาคต

โดยหลังจากได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบไฟลิ่ง) / ร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ปัจจุบันบริษัท ได้รับอนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์จากสำนักงานก.ล.ต.เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา

นางสาวพัชพร  สรรคบุรานุรักษ์  กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด  (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ของ PROS กล่าวว่าสำหรับการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (IPO) ของ PROS ในครั้งนี้ จะเสนอขายจำนวน 140 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 25.93% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของ บริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนในครั้งนี้ โดยบริษัทฯจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ทั้งนี้ ณ ปัจจุบัน บริษัทฯ มีทุนจดทะเบียน 270 ล้านบาท เป็นทุนชำระแล้ว 200 ล้านบาท

โดยมองว่า ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 24 ปี ของ PROS ทำให้บริษัทฯได้รับการยอมรับจากลูกค้าชั้นนำ โดยยังมีโอกาสรับงานรับเหมาติดตั้งระบบวิศวกรรมและงานโครงสร้างและสถาปัตยกรรมอีกมาก บริษัทฯสามารถรับงานที่หลากหลาย และมีลูกค้ากระจายในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ห้างสรรพสินค้า งานคอนโดมิเนียม โรงงานและคลังสินค้า อาคารสำนักงาน Data Center โรงพยาบาล รวมถึงห้องปฏิบัติการเพื่อการวิจัยและทดลอง ทำให้สามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังถือหุ้น 71.8% ในบริษัท พรอสเพอร์ ไทธรรม์ จำกัด  ซึ่งให้บริการงานโครงสร้างและสถาปัตยกรรมครบวงจร ซึ่งมีฐานลูกค้าหลักอยู่ในโครงการพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงครบวงจรของภาครัฐ อันจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องทั้งอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจค้าปลีกและก่อสร้าง ซึ่งเป็นผลดีต่อภาพรวมธุรกิจของบริษัทฯ

นอกจากนี้ บริษัทฯเน้นรับงานจากลูกค้าที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและมีความน่าเชื่อถือ ทำให้มีสภาพคล่องทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยที่ผ่านมาสามารถปรับตัวทางธุรกิจตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้เป็นอย่างดี ทำให้ที่ผ่านมาบริษัทฯสามารถมีรายได้กำไรต่อเนื่องตลอด  แม้ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 โดยในปี 2563 มีกำไรเติบโตกว่าร้อยละ 86 ในปี 2563 ในขณะที่มี D/E ต่ำ การระดมทุนในครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทมีความสามารถในการเข้าไปประมูลโครงการที่ใหญ่ในอุตสาหกรรมที่หลากหลายมากขึ้นและสร้างโอกาสในการเติบโตได้อย่างโดดเด่นต่อเนื่องจากงานในมือจำนวนมาก

โดยบทวิเคราะห์หลัก บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินมูลค่าพื้นฐานกลางปี 2565 ของ PROS ที่ 3 บาท โดยอิง PE 16.7 เท่า จากค่าเฉลี่ยย้อนหลังระยาวของกลุ่มบริษัทรับเหมาที่มีระยะเวลาดำเนินโครงการใกล้เคียงกับบริษัทฯ  ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือที่ยังไม่รับรู้รายได้อยู่ที่ราว 768.31 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ไปถึงปี 2564-2565 นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นผู้ชนะประมูลหรือได้รับหนังสือแสดงเจตจำนงการว่าจ้างแล้ว จำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวม 1,229.48 ล้านบาท จากโครงการที่อยู่ระหว่างร่วมประมูลทั้งหมด 17 โครงการ มูลค่ารวม 2,694 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการปี 2564 เติบโตโดดเด่นกว่าร้อยละ 81 และคาดเติบโตต่อเนื่องในปี 2565

ด้านบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) มองว่า PROS เป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจวิศวกรรมประกอบอาคาร ระบบไฟฟ้า สื่อสาร ระบบประปา ระบบสุขาภิบาล ระบบปรับอากาศและระบายอากาศ ด้วยประสบการณ์กว่า 24 ปี บริษัทได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม และอสังหาริมทรัพย์ บริษัทเน้นรับงานจากลูกค้าที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและมีความน่าเชื่อถือ ทำให้สภาพคล่องทางการเงินของ PROS แข็งแกร่งไปด้วย แม้ว่ารายได้จะลดลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตามการลงทุนในประเทศที่หดตัว แต่ด้วย Backlog ที่มีราว 2,000 ล้านบาท คาดการณ์ว่ากำไรปี 2564 จะโตก้าวกระโดด 99.6% เมื่อเทียบจากปีก่อน และโตต่อเนื่อง 15.5% เมื่อเทียบจากปีก่อน และ 11.4% เมื่อเทียบจากปีก่อน ในปี 2565-2566 ประเมินราคาเป้าหมายปี 2564 ที่ 2.70 บาท อิง PE 15 เท่า พิจารณาจาก FLOYD และ PLE ที่มีธุรกิจใกล้เคียงกัน

ขณะที่บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนิตี้ จำกัด ประมาณการรายได้และกำไรที่โตต่อเนื่องของ PROS จากงานในมือที่ทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่อง รวมถึงงานใหม่ คาดรายได้เติบโต (CAGR) ปี 2563-2565 ราว 28.6% ต่อปี และคาดกำไรสุทธิปี 2563-2565 เติบโตราว 53.3% ต่อปี ซึ่งโตสูงกว่าอัตราเร่งของรายได้ เนื่องจากบริษัทมีนโยบายการเลือกรับงาน ประกอบกับการควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นปี 2561-2563 อยู่ที่ 14.3% 13.9% และ 15.9% ตามลำดับ ประเมินราคาเป้าหมายปี 2564 เท่ากับ 2.77 บาทต่อหุ้น เทียบเท่ากับค่า PE ที่ 15 เท่า

 “จากการประเมินราคาเป้าหมาย PROS จากโบรกเกอร์ชั้นนำ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 2.82 บาท ซึ่งทาง KGI ในฐานะ Lead Underwrite คาดว่าจะเป็นอีกหุ้นไอพีโอที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ด้วยฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และความสามารถในการทำกำไร โดยปี 2564 คาดหมายว่ากำไรจะสร้างสถิติใหม่นางสาวพัชพรกล่าว