พาราสาวะถี

เตือนไว้แล้วว่าการที่รัฐบาลโดยศบค.ประกาศว่าจะผ่อนคลายด้วยมาตรการต่าง ๆ เพื่อรองรับเทศกาลสงกรานต์ รวมไปถึงการอ้าแขนรับนักท่องเที่ยวเพื่อหวังเม็ดเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศนั้น ให้ระวังว่าโควิด-19 จะกลับมาระบาดอีกกระทอก แล้วสุดท้ายก็เป็นไปตามนั้น หนนี้ต้นตอวกกลับไปเหมือนกับการระบาดในระลอกแรกคือเกิดจากสถานบันเทิง และก็เป็นจุดเดิมนั่นก็คือย่านทองหล่อ แต่ที่หนักข้อไปกว่านั้นคือ ดันมีข่าวรัฐมนตรีในรัฐบาลไปปรากฏกายในสถานที่ดังว่าด้วย

อรชุน

เตือนไว้แล้วว่าการที่รัฐบาลโดยศบค.ประกาศว่าจะผ่อนคลายด้วยมาตรการต่าง ๆ เพื่อรองรับเทศกาลสงกรานต์ รวมไปถึงการอ้าแขนรับนักท่องเที่ยวเพื่อหวังเม็ดเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศนั้น ให้ระวังว่าโควิด-19 จะกลับมาระบาดอีกกระทอก แล้วสุดท้ายก็เป็นไปตามนั้น หนนี้ต้นตอวกกลับไปเหมือนกับการระบาดในระลอกแรกคือเกิดจากสถานบันเทิง และก็เป็นจุดเดิมนั่นก็คือย่านทองหล่อ แต่ที่หนักข้อไปกว่านั้นคือ ดันมีข่าวรัฐมนตรีในรัฐบาลไปปรากฏกายในสถานที่ดังว่าด้วย

แม้จะมีการให้ข่าวว่ารัฐมนตรีที่มีชื่อปรากฏก่อนหน้าอย่าง สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ไม่ได้ไปสถานที่ดังว่าและผลการตรวจก็ไม่พบติดเชื้อโควิด-19 แต่ข่าวดังว่าก็ยังไม่สร่างซา เพราะมีการเพ่งเล็งไปยังรัฐมนตรีรายอื่น ซึ่งเมื่อถูกไล่บี้ถามถึงประเด็นนี้ ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจถึงกับตอบแบบกำปั้นทุบดิน “จะให้ผมทำยังไง” อ้างว่าตัวเองไม่ได้ไปสถานที่แบบนั้นกับรัฐมนตรีที่เป็นข่าว แต่คำถามคือในฐานะหัวหน้ารัฐบาล จะไม่สั่งการหรือทำอะไรให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นหน่อยหรือ

จากการตั้งความหวังว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์น่าจะทำให้เม็ดเงินสะพัด ช่วยให้รัฐบาลหายใจหายคอได้บ้างกับเศรษฐกิจที่หมุนเวียนในระดับฐานราก แต่เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นใจ ย่อมทำให้ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจออกอาการหงุดหงิดเป็นธรรมดา โดยด่ากราดผ่านที่ประชุมมอบนโยบายให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดทั่วประเทศ เหตุที่โควิดกลับมาระบาดอีกกระทอกเป็นเพราะผู้คนบางพวกขาดจิตสำนึก

ข้อกล่าวหาของท่านผู้นำก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนก็ต้องหันกลับไปดูว่า ด้วยการตั้งธงมุ่งหวังการฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งที่สถานการณ์ของโควิด-19 ในประเทศยังไม่ได้ดีขึ้นมากมาย จึงเกิดการปล่อยปละละเลยของฝ่ายเจ้าหน้าที่ จนนำมาซึ่งการระบาดในรอบนี้หรือไม่ ไม่ใช่โทษแต่ฝ่ายประชาชนเพียงอย่างเดียว เพราะการรวมกลุ่มกันของคนหมู่มากอย่างเช่นม็อบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่าไม่มีใครติดเชื้อจากการไปร่วมกิจกรรมดังกล่าว

นั่นเป็นเพราะว่า มีการวางมาตรการคัดกรองตามมาตรการของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดใช่หรือไม่ ขณะที่บรรดาสถานประกอบการทั้งหลาย โดยเฉพาะประเภทที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อเหล้าเข้าปากแล้ว มาตรการควบคุมทั้งเรื่องการเว้นระยะห่าง การสวมหน้ากากอนามัย มันจะเป็นไปได้อย่างไร ยิ่งเรื่องของการห้ามเต้นรำที่ประกาศเป็นมาตรการออกมา ฟังแล้วยิ่งทำให้หัวร่อ มันจะเป็นไปได้อย่างไร เป็นการดัดจริตผิดไปจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง

ไม่ใช่เพียงแค่สถานการณ์ของโควิดเท่านั้นที่ทำให้ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจเครียด การชุมนุมทางการเมืองภายใต้สโลแกน “ไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย” ที่มีแกนหลักจัดการคือคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมกับบรรดาแกนนำและแนวร่วมสารพัดม็อบที่มีความเห็นต่างกันในช่วงวิกฤติความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นนปช. ระบอบสนธิ-จำลอง กปปส. รวมไปถึงกลุ่มก้อนของคนรุ่นใหม่หลายคณะ เป็นสัญญาณที่ทำให้ฝ่ายกุมอำนาจต้องคิดหนัก

เห็นได้ชัดจากการออกมาให้ข่าวรายวันของลิ่วล้อสอพลอทั้งหลายแห่ง ทั้งในการมุ่งดิสเครดิต จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. ด้วยสารพัดข้อกล่าวหา แต่ก็ไม่สามารถหยุดการเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ มิหนำซ้ำ ยังพบว่าจำนวนของคนที่เข้าร่วมจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกต่างหาก นั่นเป็นเพราะการเลือกใช้พวกต้นทุนต่ำมาเป็นไม้ค้ำยันให้ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ย่อมไร้พลังในการที่จะไปลดทอนความน่าเชื่อถือของกลุ่มเคลื่อนไหวรุ่นใหญ่

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อทางกลุ่มเคลื่อนไหวชัดเจนว่ามีข้อเรียกร้องเพียงประการเดียวคือไล่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ จึงเป็นเรื่องยากที่ฝ่ายสนับสนุนจะไปหาเหตุอื่นมาอ้างเพื่อเคลื่อนไหวเชียร์ฝ่ายกุมอำนาจ เหมือนกับการเกิดขึ้นของกลุ่มปกป้องสถาบันที่ชูประเด็นต่อต้านการเคลื่อนไหวของขบวนการคนหนุ่มสาวที่กลายร่างเป็นคณะราษฎรเพราะมีข้อเรียกร้องทะลุเพดานเรื่องการปฏิรูปสถาบัน นั่นจึงไม่แปลกที่จะมีฝ่ายถือหางขบวนการสืบทอดอำนาจดาหน้ากันออกมาเตือนว่าอย่าประมาทม็อบกลุ่มนี้เป็นอันขาด

จะเห็นได้ว่าการนัดหมายชุมนุมอย่างต่อเนื่องจากวันที่ 4 เดือน 4 สี่โมงเย็น ต่อเนื่องถึงวันที่ 5 เมษายน เว้นแค่วันจักรีแล้วต่อเนื่องอีกสองวันคือ 7 และ 8 เมษายน ก่อนจะเว้นวรรคให้กับช่วงสงกรานต์ หรือตามภาษาที่ตุ๊ดตู่บอกว่าให้บิ๊กตู่ได้พักผ่อนนั้น เป็นการส่งสัญญาณว่าม็อบนี้อยู่ยาวแน่ เรื่องการดำเนินคดีตามกฎหมายคงไม่ต่างจากม็อบคนรุ่นใหม่ที่ถูกดำเนินการกันไปก่อนหน้า แต่ประสารุ่นใหญ่คงไม่ปล่อยให้มีการยัดข้อหากันได้ง่าย ๆ

ขณะเดียวกัน เนื้อหาของการปราศรัยเพื่อนำไปสู่เป้าหมายนั้นเชื่อว่าหลังสงกรานต์น่าจะมีความชัดเจนและเดินไปในท่วงทำนองเดียวกัน เพราะต้องยอมรับความจริงว่า ในแต่ละฝ่ายที่มีความขัดแย้งตลอด 15 ปีที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องยากที่จะมารวมกันอย่างง่ายดาย โดยระหว่างนี้ทุกฝ่ายก็ต้องแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่าง ต้องมีการพูดคุยกันแบบส่วนตัวของคนจากทุกกลุ่มที่มาระดมความเห็นร่วมกัน แม้ว่าจะประเดิมเวทีกันไปเพียงแค่สองวัน แต่ก็พอจะทำให้เห็นแล้วว่าสถานการณ์ข้างหน้าที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจต้องเผชิญนั้นเหนื่อยแน่นอน

น่าสนใจอีกประการคือ ขณะที่ผู้นำเผด็จการชูธงรวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมองเห็นหนทางประสบความสำเร็จได้ยากเพราะการกระทำของฝ่ายกุมอำนาจกับคำพูดนั้นสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ม็อบรุ่นใหญ่ชูสโลแกนสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย พร้อม ๆ กับการปลุกให้มวลชนที่เข้าร่วมท่องคาถา “สามัคคีช้าประยุทธ์อยู่ยาว สามัคคีเร็วประยุทธ์ไปเร็ว” พ่วงด้วยจงเกลียดประยุทธ์มากกว่าพวกที่เห็นต่างกับตัวเอง ถ้าตกผลึกร่วมกันได้น่าจะเดินทางไปสู่เป้าหมายได้ไม่ยาก