ราชกิจจาฯ ประกาศคุมเข้มโควิดจังหวัดพื้นที่สีแดง-สีส้ม ตามมติ “ศบค.” เริ่ม 18 เม.ย.นี้

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ข้อกำหนด คุมเข้มโควิดจังหวัดพื้นที่สีแดง-สีส้ม ตามมติ "ศบค." มีผลตั้งแต่ 18 เม.ย.เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(16 เม.ย.64) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ข้อกําหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2564 (ฉบับที่ 20) ระบุว่า

ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2563 และต่อมาได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวออกไป เป็นระยะอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2564 นั้น

โดยที่จํานวนผู้ติดเชื้อสะสมและผู้ติดเชื้อรายใหม่ซึ่งเป็นการติดเชื้อในประเทศได้เพิ่มจํานวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการระบาดระลอกใหม่นี้ได้กระจายออกไปในหลายพื้นที่ค่อนข้างรวดเร็ว รัฐบาลโดยข้อเสนอของศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อโควิด – 19 จึงมีความจําเป็นต้องเพิ่มเติมการบังคับใช้มาตรการควบคุมแบบบูรณาการที่จําเป็นอย่างเร่งด่วน

รวมทั้งปรับระดับพื้นที่สถานการณ์ในจังหวัดที่ได้ตรวจพบการระบาดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและพื้นที่ควบคุม เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถดําเนินการสกัดกั้นและระงับยับยั้งสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ได้อย่างทันท่วงที

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรีจึงออกข้อกําหนดและข้อปฏิบัติแก่ส่วนราชการทั้งหลาย ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 การห้ามการดําเนินการหรือจัดกิจกรรมหรือที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค

(1) ห้ามการใช้อาคารหรือสถานที่ของโรงเรียนและสถาบันการศึกษาทุกประเภทเพื่อการ จัดการเรียนการสอน การสอบ การฝึกอบรม หรือการทํากิจกรรมใด ๆ ที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม เป็นจํานวนมากทําให้เสี่ยงต่อการแพร์โรค เว้นแต่การใช้เป็นที่เอกเทศตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ หรือการใช้เป็นสถานที่เพื่อให้ความช่วยเหลืออุปการะ หรือการใช้สถานที่ตามข้อยกเว้นที่กําหนดไว้ในข้อ 1 ของข้อกําหนด (ฉบับที่ 16) ลงวันที่ 3 มกราคม พ.ศ.2564

(2) ห้ามการจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีจํานวนรวมกันมากกว่าห้าสิบคน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นกิจกรรมที่ดําเนินการโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นกิจกรรมในพื้นที่ที่กําหนดให้เป็นสถานที่กักกันโรค โดยให้ดําเนินการตามมาตรการป้องกันโรค ที่ทางราชการกําหนด ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือผู้ว่าราชการจังหวัด โดยคําแนะนํา ของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครหรือคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด แล้วแต่กรณี กําหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จัดกิจกรรม และสถานการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบ

ข้อ 2 การปิดสถานบริการหรือสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่โรคทั่วราชอาณาจักร

ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือผู้ว่าราชการจังหวัด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ โรคติดต่อกรุงเทพมหานครหรือคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด แล้วแต่กรณี ดําเนินการตามกฎหมาย ว่าด้วยโรคติดต่อพิจารณาสั่งปิดสถานบริการ สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ สถานประกอบกิจการอาบน้ำ สถานประกอบกิจการอาบอบนวด หรือสถานที่อื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน โดยให้สั่งปิดสถานที่ดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวอย่างน้อย 14 วัน

กรณีที่ผู้มีอํานาจตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อได้มีคําสั่งปิดสถานที่ดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราว อย่างน้อยสิบสี่วันแล้วตามข้อกําหนด (ฉบับที่ ๑๔) ลงวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๔ ให้คําสั่งดังกล่าว คงมีผลใช้บังคับต่อไป โดยให้ประเมินสถานการณ์และดําเนินการตามมาตรการหรือแนวปฏิบัติ ที่นายกรัฐมนตรีกําหนด

ข้อ 3 การกําหนดพื้นที่สถานการณ์ กําหนดเขตพื้นที่สถานการณ์เพื่อการบังคับใช้ มาตรการควบคุมแบบบูรณาการจําแนกตามเขตพื้นที่ ดังนี้

(1) พื้นที่ควบคุมสูงสุด ให้พื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชลบุรี จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดตาก จังหวัดนครปฐม จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดระยอง จังหวัดสงขลา จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสระแก้ว จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดอุดรธานี รวม 18 จังหวัด เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด

(2) พื้นที่ควบคุม ให้พื้นที่จังหวัดอื่นนอกจากที่กําหนดใน (1) รวม 59 จังหวัด เป็นพื้นที่ควบคุม

ข้อ 4 มาตรการควบคุมแบบบูรณาการจําแนกตามพื้นที่สถานการณ์ กําหนด มาตรการควบคุมที่จําเป็นอย่างเร่งด่วน สําหรับสถานที่ กิจการ หรือกิจกรรม เพื่อให้สามารถ เปิดดําเนินการได้ภายใต้เงื่อนไข เงื่อนเวลา การจัดระบบและระเบียบ รวมทั้งมาตรการป้องกันโรค ที่ทางราชการกําหนด เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 14 วัน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2564 เป็นต้นไป

อ่านรายละเอียดฉบับเต็มที่นี่