วิกฤตราคาน้ำมันจบสิ้นแล้ว?

สัปดาห์ก่อนพูดถึงการแต่งตั้ง “กาลิด อัล ฟาลีห์” ขึ้นเป็นรัฐมนตรีน้ำมันคนใหม่ของซาอุฯแทนที่ “อาลี อัล นาอิมี”

–ตามกระแสโลก–

 

สัปดาห์ก่อนพูดถึงการแต่งตั้ง “กาลิด อัล ฟาลีห์” ขึ้นเป็นรัฐมนตรีน้ำมันคนใหม่ของซาอุฯแทนที่ “อาลี อัล นาอิมี”

โดยยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เหตุใดนาอิมีถึงถูกปลดจากตำแหน่งกลางคัน เหมือนเปลี่ยนม้ากลางศึกเช่นนี้

แต่แน่นอน การปรับเปลี่ยนดังกล่าวมีผลต่อนโยบายด้านการผลิตไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งย่อมมีผลต่อราคาน้ำมันด้วย

อย่างไรก็ดี หากวัดจากการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา…

ดูเหมือน ข้อสังเกตที่ว่า ซาอุฯปลดนาอิมีเพราะต้องการลดกำลังการผลิตเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา คงถูกตีตก

เพราะไม่เช่นนั้น ราคาน้ำมันควรปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากแรงเก็งกำไรในสัญญาล่วงหน้าของพวกเฮดจ์ฟันด์

ดังนั้น อีกข้อสังเกตที่ว่า นาอิมีโดนปลดเพราะเริ่มใจอ่อนต่อผู้ผลิตรายอื่นที่ต้องการให้ซาอุฯผลิตน้อยลง จึงดูมีน้ำหนัก ชวนให้คิดมากขึ้น

ซึ่งนั่นหมายถึง ซาอุฯจะเดินหน้าตามนโยบาย กดราคาน้ำมันด้วยอุปทานเพื่อกำจัดคู่แข่ง ต่อไป จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย

อีกอย่าง ถ้าดูจากความเป็นไปของผู้ผลิตเจ้าอื่นๆ ตอนนี้ ซาอุฯคงไม่มีความจำเป็นต้องลดกำลังผลิตของตัวเองลง เพื่อให้ราคามีการปรับตัวขึ้นแล้ว

Baker Hughes รายงานจำนวนแท่นขุดเจาะในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเหลือเพียง 332 แท่น ถือว่าต่ำสุดในรอบ 7 ปี

โดยปริมาณน้ำมันที่ออกมาจากสหรัฐฯ ลดลงเหลือประมาณ 8.83 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 9.50 ล้านบาร์เรล

…เห็นได้ชัดว่า กลยุทธ์ของซาอุฯกำลังแสดงประสิทธิผลอย่างซื่อสัตย์ ซึ่งนอกจากผู้ผลิตในสหรัฐฯแล้ว…

ผู้ผลิตเจ้าอื่นอีกหลายราย (แม้กระทั่งที่เป็นสมาชิกของโอเปก) สายป่านเริ่มหดลงทุกที และคงต้องทยอยปิดตัวลงในไม่ช้า

ทีนี้ ถ้าคิดกันตามความเป็นจริงก็เป็นอย่างที่เรียนไปข้างต้นว่า ซาอุฯไม่จำเป็นต้องลดกำลังการผลิตเพื่อผลักดันราคา

เพราะบรรดาคู่แข่งกำลังทำหน้าที่ตรงนั้นแทนอยู่แล้ว! และสิ่งที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก คือ

พวกประเทศผู้ผลิตที่ต้องหยุด “โปรดักชั่นไลน์” ของตัวเองทั้งชั่วคราวและถาวร ต่างยังมีความต้องการใช้น้ำมันเหมือนเดิม      

แน่นอนว่า ซาอุฯ รวมถึงสมาชิกโอเปกบางประเทศที่ยังมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าราคาขาย จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากประเด็นนี้แบบเต็มเปา

เพราะพอซัพพลายจากทั่วโลกเริ่มลดลงตามการผลิต ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังจะเกิดความต้องการซื้อน้ำมันจากพวกเขาเพิ่มขึ้นอีกด้วย

พูดให้ง่ายเลย คือ ซาอุฯและเพื่อนสมาชิกจะสามารถส่งออกน้ำมันไปขายได้มากขึ้น และในราคาที่สูงกว่า!

ซึ่งงานนี้ หากว่าสิ่งที่เกิดขึ้น นั้นเป็นความตั้งใจของซาอุฯจริง…ผมคงต้องบอกว่า…

ทุกอย่างเริ่มเดิน ไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว และก็คงจะสำเร็จสมบูรณ์แบบได้ไม่ยาก แต่อาจต้องใช้เวลาอีกซักระยะหนึ่ง

เหมือนว่า สถานการณ์ของผู้ผลิตที่เป็นเป้าทำลายล้างของซาอุฯจะค่อยๆแย่ลงเรื่อยๆ และราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นอย่างช้าๆ

ซึ่งราคาน้ำมันคงยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้แน่นอน เพราะทุกสิ่งอย่างจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ที่สำคัญ สถานะทางเศรษฐกิจของโลกในภาพรวม (ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความต้องการใช้น้ำมันได้เป็นอย่างดี) ยังอ่อนแอปวกเปียก อย่างที่เห็นกันอยู่

เพราะฉะนั้น น้ำมันยังจะถูกไปอีกนานทีเดียวครับ!