
LH Fund ส่งกองทุน LHCOPPER ลุยหุ้นเหมืองทองแดงโลก ดีเดย์ขาย 9-13 ก.พ.นี้
LH Fund เปิดตัวกองทุน LHCOPPER ลุยหุ้นเหมืองทองแดงโลก รับเมกะเทรนด์ AI และ Net Zero ดันดีมานด์พุ่ง ชูจุดเด่นลงทุนต้นน้ำ สร้างผลตอบแทนเหนือราคาสปอต เสนอขาย IPO 9-13 ก.พ. 2569
นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (LH Fund) เปิดเผยว่า ปัจจุบันทองแดงได้ยกระดับจากสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐานสู่การเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญระดับโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคการใช้ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ
โดยเฉพาะการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งคาดว่าจะผลักดันความต้องการใช้ทองแดงในภาคส่วนนี้ให้เติบโตขึ้นถึง 6 เท่าภายในปี 2050 ประกอบกับเป้าหมาย Net Zero Emissions ที่กดดันให้ทั่วโลกต้องเร่งลงทุนในระบบโครงข่ายไฟฟ้ามูลค่ากว่า 21 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2050 ซึ่งทองแดงถือเป็นวัสดุหลักที่ยากจะหาแร่ธาตุอื่นมาทดแทนได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติการนำไฟฟ้าที่ยอดเยี่ยม
ทั้งนี้ สถาบันการเงินชั้นนำอย่าง โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ได้คาดการณ์ว่าราคาทองแดงอาจปรับตัวขึ้นแตะระดับ 15,000 ดอลลาร์ต่อตันภายในปี 2035 สะท้อนบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยุคใหม่ ตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ใช้ทองแดงมากกว่ารถยนต์สันดาปเกือบ 4 เท่า ไปจนถึงกังหันลมผลิตไฟฟ้าที่ใช้ทองแดงมากกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินถึง 7 เท่า
พร้อมกันนี้ เพื่อตอบรับโอกาสการลงทุนดังกล่าว LH Fund แนะนำ กองทุนเปิด แอล เอช โกลบอล คอปเปอร์ ไมเนอร์ส อิควิตี้ (LH GLOBAL COPPER MINERS EQUITY FUND : LHCOPPER) ซึ่งมีความเสี่ยงระดับ 7 โดยมีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก Global X Copper Miners ETF (COPX) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) กองทุนหลักมีวัตถุประสงค์สร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี Solactive Global Copper Miners Total Return Index ผ่านการคัดเลือกบริษัทผู้ผลิตทองแดงชั้นนำระดับสากลที่มีรายได้หลักจากการทำเหมืองหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยกองทุน LHCOPPER มีกำหนดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 9-13 กุมภาพันธ์ 2569
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนของกองทุน จะเน้นธุรกิจต้นน้ำครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจ ขุดเจาะ ไปจนถึงโรงถลุงและแปรรูปทองแดงบริสุทธิ์ โดยมีการกระจายการลงทุนในบริษัทชั้นนำประมาณ 40 แห่งทั่วโลก เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง และมีการปรับพอร์ตการลงทุนทุก 6 เดือน เพื่อเฟ้นหาบริษัทที่มีมูลค่าเหมาะสมและมีปริมาณสำรองแร่เพียงพอ จุดเด่นสำคัญของ LHCOPPER คือการลงทุนในหุ้นเหมืองทองแดงที่มักให้ผลตอบแทนสูงกว่าราคาทองแดงทางกายภาพ เนื่องจากบริษัทเหมืองแร่มีโครงสร้างต้นทุนดำเนินงานที่ค่อนข้างคงที่ ส่งผลให้เมื่อราคาทองแดงในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น กำไรสุทธิของบริษัทเหล่านี้จึงมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่เร็วกว่า
ในด้านผลการดำเนินงาน กองทุนหลักทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยข้อมูล ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 มีผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 141.70% โดยพอร์ตการลงทุนประกอบด้วยบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ อาทิ Lundin Mining, Southern Copper, Freeport-McMoRan, Boliden และ KGHM Polska Miedz ซึ่งเป็นผู้กำหนดทิศทางอุตสาหกรรม ท่ามกลางภาวะอุปทานขาดแคลนเชิงโครงสร้าง เนื่องจากเหมืองใหม่ต้องใช้เวลาสำรวจและเริ่มผลิตเฉลี่ยยาวนานถึง 17 ปี กองทุน LHCOPPER จึงนับเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานที่เป็นหัวใจของพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีดิจิทัลในระยะยาว

