LH Fund เปิดไอพีโอกองทุน LHSOLAR ลุยหุ้น Solar โลก ดีเดย์ขาย 15-25 พ.ค.

LH Fund เปิดเสนอขาย IPO กองทุน LHSOLAR ระหว่าง 15-25 พ.ค. 2569 เน้นลงทุน Invesco Solar ETF เจาะกลุ่มหุ้นพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลก รับเมกะเทรนด์พลังงานสะอาดและดีมานด์ไฟฟ้าพุ่งจาก AI


นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด หรือ LH Fund เปิดเผยว่า LH Fund แนะนำกองทุนเปิด แอล เอช โซลาร์ เอเนอร์จี (LHSOLAR) โดยจะเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 15-25 พฤษภาคม 2569 ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าวมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศภายใต้ชื่อ Invesco Solar ETF (กองทุนหลัก) ในสัดส่วนเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) โดยกองทุนหลักมีเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี MAC Global Solar Energy Index ซึ่งสะท้อนการลงทุนในบริษัททั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์อย่างครบวงจร อาทิ ผู้ผลิตอุปกรณ์โซลาร์ บริษัทพัฒนาโครงการ และบริษัทที่จำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์

สำหรับกองทุนหลัก Invesco Solar ETF หรือ TAN ถือเป็นหนึ่งในกองทุน ETF ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีประวัติการดำเนินงานยาวนานที่สุดในอุตสาหกรรม โดยจัดตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2551 มีจุดเด่นคือการเลือกลงทุนในหุ้นโซลาร์ชั้นนำทั่วโลกที่มีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และต้องผ่านเกณฑ์การคัดกรองด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) อย่างเข้มงวด ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ผู้ผลิตแผงโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ ระบบติดตามดวงอาทิตย์ ไปจนถึงผู้พัฒนาโครงการและผู้จำหน่ายไฟฟ้า อีกทั้งพอร์ตการลงทุนยังมีการทบทวนรายชื่อหุ้นทุกปีและปรับสมดุล (Rebalance) ทุกไตรมาส เพื่อให้พอร์ตสะท้อนถึงบริษัทที่มีศักยภาพสูงและช่วยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว

นอกจากนี้ กองทุนหลักยังมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่น โดยข้อมูล ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 สามารถสร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ได้ถึงร้อยละ 99.87 และมีค่า Sharpe Ratio อยู่ที่ระดับ 3.58 ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพของผลตอบแทนต่อความเสี่ยงในระดับที่สูง กองทุนนี้จึงเหมาะสมสำหรับการจัดพอร์ตแบบ Satellite Position ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 10-20 ของพอร์ตการลงทุนรวม สำหรับนักลงทุนที่สามารถยอมรับความผันผวนในระยะสั้นได้ และต้องการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากการเติบโตระยะยาวในเมกะเทรนด์พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy Megatrend)

นายมนรัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์กำลังเปลี่ยนผ่านจากพลังงานทางเลือกไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหลักของโลก โดยถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ได้แก่ 1. ต้นทุนที่ปรับตัวลดลงกว่าร้อยละ 90 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา 2. นโยบายการสนับสนุนจาก 130 ประเทศทั่วโลก และ 3. ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar PV) อยู่ที่ระดับ 0.043 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งถูกกว่าการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติถึงร้อยละ 41 ขณะที่ในปี 2568 ทั่วโลกมีการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่ราว 605 กิกะวัตต์ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีเม็ดเงินลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลกสูงแตะ 450,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทางด้าน Precedence Research ประเมินว่าตลาดพลังงานแสงอาทิตย์จะเติบโตจาก 137,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 ก้าวขึ้นเป็น 390,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2577 หรือคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยกว่าร้อยละ 12 ต่อปี

ทั้งนี้ IEA ยังได้ประเมินทิศทางความต้องการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วโลก ว่าอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในปี 2573 แตะระดับ 945 เทระวัตต์ชั่วโมง โดยมีเทคโนโลยี AI เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกอย่าง Amazon, Meta, Google และ Microsoft ต้องทำสัญญาซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดรวมกันกว่า 84 กิกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 49 ของสัญญาทั้งหมดทั่วโลกในปี 2568 ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พลังงานแสงอาทิตย์เป็นธีมการลงทุนที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ซึ่งเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลและความมั่นคงด้านพลังงานโดยตรง

Back to top button