CGSI ผนึก “อเบอร์ดีน” เจาะลึก 2 กองทุนต่างประเทศ เน้นปันผล-เติบโต

CGSI จับมือ บลจ.อเบอร์ดีน จัดสัมมนาแนะนักลงทุนกระจายความเสี่ยง ชู 2 กองทุนต่างประเทศเด่น เน้นปันผลสม่ำเสมอและเติบโตสูงในตลาดเกิดใหม่


บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ร่วมกับ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) จัดงานสัมมนาพิเศษภายใต้ชื่อ “เวลธ์ สเปซ : ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กซ์ อเบอร์ดีน (Wealth Space: CGSI x Aberdeen)” เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569 ที่ผ่านมา เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกแก่นักลงทุนเกี่ยวกับกองทุนต่างประเทศจำนวน 2 กองทุน ซึ่งเน้นการลงทุนในหุ้นที่เติบโตและมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตในตลาดเกิดใหม่

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมาร่วมให้ข้อมูล ได้แก่ นายโรเบิร์ต เพนนาโลซา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นายวิเชษฐ อภิสัมภินวงค์ หัวหน้าฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้และการจัดสรรสินทรัพย์ รวมถึงเป็นผู้จัดการกองทุน จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) พร้อมด้วย นายโกสินทร์ เจือศิริภักดี ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายผลิตภัณฑ์การลงทุน และ นางสาวกรรณ์หทัย ศรัทธา หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ลูกค้ารายย่อย ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุน จากบริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) โดยร่วมกันบรรยายถึงทิศทางและแนวโน้มของตลาดหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ตลอดจนการแนะนำแนวโน้มการลงทุนที่น่าสนใจ

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกของกองทุนต่างประเทศจำนวน 2 กองทุน เริ่มจาก กองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกลบอล ไดนามิค ดีวิเด็น ฟันด์ ซึ่งมีความเสี่ยงอยู่ในระดับ 6 เป็นกองทุนที่ลงทุนผ่านกองทุนหลักในต่างประเทศ (abrdn SICAV I – Global Dynamic Dividend Fund Z Gross MInc USD) โดยเน้นลงทุนในบริษัทที่มีการจ่ายเงินปันผลและมอบโอกาสในการสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปกับการเติบโตของเงินลงทุน กองทุนหลักดังกล่าวมีนโยบายลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่สามารถสร้างรายได้และมีโอกาสเติบโต โดยมีจุดเด่นคือการลงทุนในหุ้นที่สามารถจ่ายเงินปันผลรายเดือนเฉลี่ยที่ร้อยละ 5 ถึง 6 ต่อปี (อ้างอิงข้อมูลจากอเบอร์ดีน ณ เดือนธันวาคม พุทธศักราช 2568) ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงศักยภาพการเติบโตของตลาดหุ้นทั่วโลกได้ ทั้งนี้ กองทุนหลักมีการกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในหุ้นคุณค่าสัดส่วนร้อยละ 60 และหุ้นเติบโตสัดส่วนร้อยละ 40 พร้อมทั้งกระจายการลงทุนไปในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมและหลากหลายประเทศ

สำหรับกองทุนที่สองคือ กองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกลบอล อีเมอร์จิ้ง โกรท ฟันด์ ซึ่งมีความเสี่ยงอยู่ในระดับ 6 เช่นเดียวกัน โดยลงทุนผ่านกองทุนหลักในต่างประเทศ (abrdn SICAV I – Emerging Markets Equity Fund Z Acc USD) ที่ก้าวไปพร้อมกับแนวโน้มการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก กองทุนนี้มีนโยบายลงทุนในหุ้นของตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยมุ่งเน้นคัดเลือกบริษัทในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ มีรูปแบบธุรกิจที่ได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และมีการเติบโตของกำไรที่ดี โดยให้น้ำหนักการลงทุนในบริษัทที่อยู่ในแนวโน้มการเติบโตเชิงโครงสร้างที่มีศักยภาพในระยะยาว ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นของดัชนีเอ็มเอสซีไอสำหรับตลาดเกิดใหม่ (MSCI Emerging Markets) จะเติบโตประมาณร้อยละ 18 ในปี พุทธศักราช 2569 ซึ่งสูงกว่าเมื่อเทียบกับดัชนีเอสแอนด์พี 500 (S&P 500) ที่ระดับร้อยละ 14.8 และดัชนีหุ้นโลก (MSCI World) ที่ระดับร้อยละ 12 ซึ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อทิศทางผลกำไรของตลาดเกิดใหม่ในปีนี้ ขณะที่ในด้านการประเมินมูลค่าหุ้นก็ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยอัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้าของตลาดเกิดใหม่อยู่ที่ประมาณ 15 เท่า เมื่อเทียบกับ 26 เท่าของดัชนีเอสแอนด์พี 500 และ 24 เท่าของดัชนีหุ้นโลก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตลาดเกิดใหม่กลายเป็นตลาดที่มีโอกาสสร้างความคุ้มค่าของผลตอบแทนต่อความเสี่ยงได้ดีกว่าในจังหวะเวลานี้

อนึ่ง บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เป็นบริษัทหลักทรัพย์รายใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่มของ ไชน่า กาแลคซี่ ซีเคียวริตี้ส์ (China Galaxy Securities) บริษัทหลักทรัพย์รายใหญ่อันดับที่ 2 ของประเทศจีน โดยมีเครือข่ายและพันธมิตรอยู่ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) ด้วย ปัจจุบัน บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายหน่วยลงทุนให้กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนมากถึง 19 แห่ง

ทั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ทั่วโลก นักลงทุนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องประเมินความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด การลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีผู้จัดการกองทุนผู้มีความรู้และความเชี่ยวชาญคอยดูแลจึงถือเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากไม่เพียงแต่จะช่วยบริหารจัดการด้านความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการเติบโตของเงินลงทุนอีกด้วย

 

Back to top button