“ดาวโจนส์” พุ่งกว่า 400 จุด ขานรับผลประกอบการแบงก์-ตัวเลขว่างงานดีกว่าคาด

“ดาวโจนส์” พุ่งกว่า 400 จุด ขานรับผลประกอบการแบงก์-ตัวเลขว่างงานดีกว่าคาด โดย ณ เวลา 22.28 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 34,723.00 จุด บวก 465 จุด หรือ 1.36%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 400 จุด ในวันนี้(14 ต.ค.64) โดยล่าสุด ณ เวลา 22.28 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 34,723.00 จุด บวก 465 จุด หรือ 1.36%  เนื่องจากขานรับผลประกอบการธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐ รวมทั้งตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานที่ดีกว่าคาด นอกจากนี้ นักลงทุนยังคลายความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อ หลังการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ต่ำกว่าคาด

โดยแบงก์ ออฟ อเมริกา, ซิตี้ กรุ๊ป, มอร์แกน สแตนลีย์ และเวลส์ ฟาร์โก ต่างเปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาส 3 ส่วนหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเศรษฐกิจต่างพุ่งขึ้นในการซื้อขายวันนี้ เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้นตามการดีดตัวขึ้นของราคาน้ำมัน

ด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงสู่ระดับ 293,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว โดยต่ำกว่าระดับ 300,000 รายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2563 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ

นอกจากนี้ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานดังกล่าวต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 318,000 ราย และต่ำกว่าระดับ 329,000 รายในสัปดาห์ก่อนหน้านี้

ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ ลดลงสู่ระดับ 334,250 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.2563

ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องลดลง 134,000 ราย สู่ระดับ 2.59 ล้านราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2563 เช่นกัน

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต ปรับตัวขึ้น 0.5% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.6% หลังจากดีดตัวขึ้น 0.7% ในเดือนส.ค.

เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI พุ่งขึ้น 8.6% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่เริ่มมีการรวบรวมข้อมูลดังกล่าวในเดือนพ.ย.2553 แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 8.7% หลังจากดีดตัวขึ้น 8.3% ในเดือนส.ค.

Back to top button