PEACE ดีเดย์เทรด 10 ก.พ.นี้ ปักธง 5 ปีผลงานโต 3 เท่าตัว!

“พีซแอนด์ลีฟวิ่ง” หรือ PEACE พร้อมนำหุ้นเข้าเทรดวันแรก 10 ก.พ.นี้ ชูพื้นฐานทางธุรกิจแกร่ง มั่นใจนักลงทุนตอบรับดีหลังยอดจองซื้อหุ้น IPO ล้นหลาม ปักธงผลการดำเนินงานเติบโต 3 เท่าใน 5 ปีข้างหน้า


นายประสพศักดิ์ ศิริโสภณา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีซแอนด์ลีฟวิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PEACE ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบที่มีประสบการณ์มากว่า 30 ปี เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมพร้อมนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 โดยใช้ชื่อย่อ “PEACE” และเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของบริษัทฯ ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้วิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ที่พร้อมประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี

โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ทั้งลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน คู่ค้า เพื่อให้ทุก ๆ ส่วนได้รับประโยชน์ที่ดีอย่างที่ควร ซึ่งสิ่งต่างๆ จะช่วยหลอมรวมให้ PEACE สร้างเสริมการเติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืนได้

ทั้งนี้ หลังจากปิดการเสนอขายหุ้น IPO จำนวนทั้งสิ้น 84 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 20.00 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ ที่ราคาหุ้นละ 3.98 บาท ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนที่ดีเกินกว่าความคาดหมาย ตอกย้ำถึงศักยภาพและความเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯ รวมถึงสร้างโอกาสการเติบโตในอนาคต เชื่อว่าหุ้น PEACE จะเป็นทั้งหุ้นเติบโต (Growth Stock) และหุ้นปันผล (Dividend Stock) อย่างแน่นอน

โดยหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ PEACE วางแผนขยายธุรกิจพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบชั้นนำของไทย ปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการอยู่ระหว่างพัฒนา 3 โครงการ มูลค่ารวม 3,045 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มเปิดการขายตั้งแต่ไตรมาส 3/65 ประกอบด้วย 1. โครงการ Cherene กรุงเทพกรีฑา – ร่มเกล้า เป็นบ้านเดี่ยว มูลค่าโครงการประมาณ 648 ล้านบาท เป็นโครงการบ้านเดี่ยว Concept “New-gen Modern” ซึ่งมีพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ พร้อม Jogging track และ Bike lane ในสวน

ประกอบกับมีทางเข้าติดถนนร่มเกล้า และมีถนน Main runway อันเป็นเอกลักษณ์ 2. โครงการ CHEREA VICINITY ราชพฤกษ์ – เจษฎาบดินทร์ เป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม 2 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 1,845 ล้านบาท และ 3. โครงการ Cher ราชพฤกษ์ – พระราม 5 เป็นทาวน์โฮม 2 – 3 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 552 ล้านบาท ปัจจุบันได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและวางมัดจำค่าซื้อที่ดินแล้ว อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ไม่ได้จำกัดในการพัฒนาโครงการเฉพาะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเพียงอย่างเดียว และหากมีพื้นที่ในจังหวัดอื่นที่ทำเลมีศักยภาพ และมีความต้องการซื้อเพียงพอ พร้อมที่จะปรับกลยุทธ์การดำเนินงานไปยังทำเลที่มีศักยภาพต่อไปได้

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PEACE กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ มีเป้าหมายสร้างผลการดำเนินงานให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งภายใน 3 ปีข้างหน้า (2565-2567) คาดมีรายได้ขายเติบโตเป็น 2 เท่าตัว จากฐานรายได้ขายปี 2564 และค่อยๆ เติบโตเพิ่มเป็น 3 เท่าตัว ภายใน 5 ปีข้างหน้า (2565-2569) ถือเป็นการเติบโตตามสภาวะเศรษฐกิจไทยที่ค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และเป็นไปตามแนวโน้มเทรนด์อสังหาริมทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ภายหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยผู้บริโภคมักการมองหาหรือเลือกที่อยู่อาศัยที่ต้องมาพร้อมความสะดวกสบาย ความปลอดภัยในทุกมิติ ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตอย่างครบถ้วน และต้องมีฟังก์ชั่นครอบคลุมการใช้งานในราคาจับต้องได้ (Affordable price) เพื่อให้เหมาะสมกับกำลังซื้อที่มีและป้องกันการเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง

นายประเสริฐ ตันตยาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า บมจ.พีซแอนด์ลีฟวิ่ง หรือ PEACE นับเป็นหนึ่งหุ้นอสังหาริมทรัพย์แนวราบขนาดกลาง ที่พร้อมจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต ด้วยทีมผู้บริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มายาวนานกว่า 30 ปี และผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่เข้ามาช่วยพัฒนาแบรนด์ให้แข็งแกร่ง และสร้างการเติบโตแก่ธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ประกอบกับการทำงานของทีมงานฝ่ายการตลาดและการขายที่มีการสำรวจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารถกำหนดรูปแบบบ้านและรูปแบบโครงการ ตรงกับความต้องการลูกค้าและกำหนดกลยุทธ์ต่างๆ ให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้อยู่ตลอดเวลา สะท้อนความแข็งแกร่งด้านผลการดำเนินงาน โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา PEACE สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้อยู่ที่ระดับ 35-40% และในอนาคตข้างหน้า บริษัทฯ จะสร้างการผลการดำเนินงานทั้งรายได้และกำไรให้เติบโตควบคู่กันไปอีกด้วย

สำหรับช่วงการจองซื้อหุ้น IPO ที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนรายย่อยเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นบริษัทฯ ที่มีพื้นฐานทางธุรกิจและการเงินที่แข็งแกร่ง และด้วยศักยภาพในการสร้างความเติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืน และมีเป้าหมายก้าวเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบชั้นนำของไทย

Back to top button