“เคจีไอ” คัด 11 หุ้นเด่นน่าลงทุน รับมือตลาดผันผวน-ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า

“เคจีไอ” คัด 11 หุ้นเด่นน่าลงทุน รับมือตลาดผันผวน-ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า คาด SET อาจจะขยับขึ้นได้ถึง 22% โดยจะขึ้นต่อไปได้ถึง 1,890 จุด จากเป้าอย่างเป็นทางการของทางฝ่ายวิจัยที่ 1,820


บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ (17 ก.พ.2565) จากวัฏจักรเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยระลอกก่อน ๆ ทางฝ่ายวิจัยคิดว่าวัฏจักรรอบนี้ยังน่าจะไปต่อได้อีก และตลาดหุ้นไทยยังมี Upside อีกเมื่อมองย้อนไปพิจารณากระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยรอบใหญ่ๆ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทางฝ่ายวิจัยพบว่ายอดซื้อสุทธิสะสมเฉลี่ยของแต่ละรอบอยู่ที่ 1.40 แสนล้านบาท ในขณะที่อัตราผลตอบแทนดัชนี SET ตั้งแต่ต้นจนจบของวัฏจักรเงินทุนไหลเข้าแต่ละรอบอยู่ที่ 22% โดยในรอบนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสะสม 1.01 แสนล้านบาทตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 ในขณะที่ผลตอบแทนของตลาดในช่วงเดียวกันอยู่ที่ 12% ดังนั้น ทางฝ่ายวิจัยจึงเชื่อว่าน่าจะยังมีกระแสเงินทุนไหลเข้ามาอีก และตลาดหุ้นไทยน่าจะยังมี Upside อีกในวัฏจักรรอบนี้

สำหรับการขยับของนักลงทุนในปัจจุบันค่อนข้างลื่นไหลมาก และน่าจะตอบรับนโยบายของ Fed ในช่วงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว โดย CME Fed Fund Future พยากรณ์ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 50bps ในเดือนมีนาคมและ Fed Fund Rate จะขึ้นไปถึง 2.0% ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งทางฝ่ายวิจัยมองว่าตลาดคาดหวังว่า Fed จะตัดสินนโยบายในเชิงรุก ดังนั้นเมื่อ Fed ดำเนินนโยบายจริงๆ ไม่น่าจะกระทบตลาดแล้ว ทั้งนี้เมื่ออิงจากอัตราผลตอบแทนของตลาดเฉลี่ยในช่วงที่มีกระแสเงินทุนไหลเข้าระลอกใหญ่ในวัฏจักรรอบก่อนๆ ทางฝ่ายวิจัยคิดว่าดัชนี SET อาจจะขยับขึ้นได้ถึง 22% นับตั้งแต่เริ่มเกิดกระแสเงินทุนรอบนี้ ซึ่งหมายความว่าดัชนี SET จะขึ้นต่อไปได้ถึง 1,890 จุด จากเป้าอย่างเป็นทางการของทางฝ่ายวิจัยที่ 1,820

อนึ่งตั้งแต่ต้นปี 2565 นักลงทุนสถาบันในประเทศขายหุ้นไทยสุทธิ 5.15 หมื่นล้านบาท เนื่องจาก (1) ความไม่แน่นอนทางด้านมหภาคเกี่ยวกับนโยบายการเงินของสหรัฐ (2) การไถ่ถอนกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) ทั้งนี้ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าตลาดทั่วโลกคาดเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่า Fed จะขยับเชิงรุก ในขณะที่การไถ่ถอน LTF น่าจะครอบคลุม LTF ส่วนใหญ่ที่ครบกำหนดไถ่ถอนได้ในปี 2565 (ประมาณ 6 หมื่นล้านบาทตามข้อมูลของ AIMC) ไปแล้ว ดังนั้นทางฝ่ายวิจัยจึงคาดว่าแรงขายจากนักลงทุนสถาบันจะชะลอตัวลงในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้จากการที่ทางฝ่ายวิจัยได้พูดคุยกับนักลงทุนสถาบันเป็นประจำทำให้เชื่อว่านักลงทุนสถาบันยังมองบวกในระยะยาวกับแนวโน้มดัชนี SET ในปี 2565 และกองทุนในประเทศอาจจะกลับทิศการลงทุนมาเป็นซื้อสุทธิได้เมื่อความไม่แน่นอนด้านปัจจัยมหภาคโลกลดลง

อย่างไรก็ตามตลาดจะยังผันผวนก่อนการตัดสินใจของ Fed ทางฝ่ายวิจัยแนะนำให้ฉวยโอกาสเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดแกว่งตัวเนื่องจากเงินเฟ้อทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูง แม้จะมีแนวโน้มว่าอยู่ระดับสูงสุดแล้ว และน่าจะขยับลดลงในเร็วๆ นี้ ในขณะที่นักลงทุนยังมีความกังวลก่อนการประชุม FOMC วันที่ 16 มีนาคม ทางฝ่ายวิจัยจึงคิดว่าตลาดน่าจะยังผันผวนก่อนการตัดสินใจของ Fed ทางฝ่ายวิจัยแนะนำให้นักลงทุนฉวยโอกาสเข้าซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาดแกว่งตัว

ทั้งนี้เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกกำลังอยู่ในขาขึ้นอย่างชัดเจน ทางฝ่ายวิจัยจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นประเภท Growth stock ที่มีราคาแพง และเน้นหุ้น Value stock และ Big-cap ที่ราคาหุ้นสมเหตุสมผล โดยหุ้นที่ทางฝ่ายวิจัยคัดมาแล้วว่าน่าลงทุน ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH และบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS

Back to top button