ส่อง 3 หุ้น “กลุ่มก่อสร้าง” คาดกำไรปี 66 โตเด่น รับปัจจัยบวกเฉพาะตัว

เปิดโผ 3 หุ้น “กลุ่มก่อสร้าง” โบรกชี้กำไรปี 66 โตแกร่ง รับปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่จะช่วยหนุนผลการดำเนินงาน จากการที่ราคาเหล็กลดลงและภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่โบรกยังคงแนะนำ “ซื้อ” HMPRO กับ GLOBAL ส่วน DOHOME แนะนำ “ถือ”


บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ ทางฝ่ายนักวิจัยคาดกำไรสุทธิรวมในไตรมาส 4/2565 ของบริษัทในหมวด home improvement ทั้งหมด 3 บริษัทจดทะเบียน ได้แก่  บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME, บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL, บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO คาดการณ์แนวโน้มกำไรสุทธิรวมไตรมาส 4/2565 จะอยู่ที่ 2.7 พันล้านบาท ลดลง 5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสก่อนหน้า ทำให้กำไรสุทธิรวมในปี 2565 อยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

ทั้งเมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า กำไรของ DOHOME น่าจะมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดที่ 116% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากอัตรากำไรฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่ลดลงไปในไตรมาส 3/2565 เพราะราคาเหล็กลดลง

อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรของ DOHOME จะแย่ที่สุดในกลุ่มเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่าจะลดลงถึง 67% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากยอดสาขาเดิม (SSSG) ติดลบ สาเหตุจากน้ำท่วมร้านที่อุบลราชธานีในเดือนตุลาคม 2565

ขณะที่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลง 2.2ppts เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาเหล็กลดลงอย่างมาก คาดว่ากำไรของทั้ง HMPRO และ GLOBAL จะเพิ่มขึ้นทั้งเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากกำลังเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว และมีการใช้กลยุทธ์ house brand (ในส่วนของ GLOBAL) และปัจจัยฤดูกาล รวมถึงการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจอีกครั้ง

ส่วนของ HMPRO กำไรจะได้แรงส่งในระยะต่อไปจากปัจจัยที่แตกต่างกัน โดยพบว่าบริษัทในกลุ่ม home improvement ที่ศึกษาอยู่มีปัจจัยเฉพาะตัวที่จะช่วยหนุนผลการดำเนินงานในปี 2566 คาดว่ากำไรของ DOHOME จะเพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนในปี 2566 โดดเด่นกว่า GLOBAL และ HMPRO เนื่องจากมีการปรับฐานกำไรในปี 2565 จากการที่ราคาเหล็กลดลง คาดว่ายอดขายของ DOHOME จะเพิ่มขึ้นจากการขยายสาขาร้าน

ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นจะได้แรงหนุนจากการที่ margin ของเหล็กเริ่มทรงตัว และมีการใช้กลยุทธ์ house brand คาดว่ากำไรของ HMPRO จะเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนในปี 2566 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ คาดว่าจะอยู่ที่ 11 ล้านคนในปี 2565 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 25 ล้านคนในปี 2566 คาดว่ากำไรของ GLOBAL จะเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนในปี 2566 จากการขยายสาขาร้าน และกลยุทธ์ house brand

ทั้งนี้ถึงแม้ว่าอัตราการเติบโตของกำไรของ HMPRO และ GLOBAL จะด้อยกว่า DOHOME แต่คาดว่ากำไรของ HMPRO และ GLOBAL จะทำสถิติสูงสุดใหม่ในแง่ของจำนวนเงิน ในขณะที่กำไรของ DOHOME จะยังไม่กลับไปถึงระดับสูงสุดในปี 2564 ที่ 1.8 พันล้านบาท โดยราคาเหล็กที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจะยังเป็นปัจจัยความท้าทายของ DOHOME ในการบริหารจดการอัตรากำไรกำหนด PER ในระดับที่แตกต่างกัน

สำหรับการประเมินราคาเป้าหมายของ HMPRO ยังคงใช้ PER ที่ 35.0 เท่า (+1.0 S.D) เพราะคาดว่ากำไรจะเติบโตได้ระดับปานกลางจากการที่ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคดีขึ้น ส่วนราคาเป้าหมายของ GLOBAL โดยใช้ PER ที่ 31.0 เท่า (เท่ากับค่าเฉลี่ย) เพราะมองว่ากำไรยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้และมีความผันผวนน้อยเนื่องจากยอดขายเหล็กคิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่าเมื่อเทียบกับยอดขายรวม 15-20%

ขณะที่ของ DOHOME อยู่ที่ 25-30% โดยราคาเป้าหมายของ DOHOME โดยใช้ PER ที่ 27.0 เท่า (-1.0 S.D) เพื่อสะท้อนถึงความเสี่ยงจากการที่มาร์จิ้นจะถูกบีบจากการที่ราคาเหล็กลดลง และผลประกอบการปี 2566 ด้อยกว่าหุ้นอื่นในกลุ่ม (ในแง่จำนวนเงิน)

ทั้งนี้ ยังคงให้น้ำหนักหุ้นกลุ่ม Commerce ที่ Overweight ยังคงแนะนำ “ซื้อ” HMPRO โดยประเมินราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ 19.00 บาท (PER ที่ 35.0 เท่า +1.0 S.D.) และแนะนำ “ซื้อ” GLOBAL โดยประเมินราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ 24.40 บาท ปัจจุบันซื้อขายบนค่า PER ที่ 31.0 เท่า เท่ากับค่าเฉลี่ย)

นอกจากนี้ยังคงแนะนำ “ถือ” DOHOME โดยประเมินราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ 12.20 บาท ปัจจุบันซื้อขายบนค่า PER ที่ 27.0 เท่า -1.0 S.D.)

Back to top button