โบรกแนะ “ซื้อ” BGRIM กำไรแกร่ง กำลังผลิตโตต่อเนื่อง ลุ้นปี 71 แตะ 3,700 เมกะวัตต์

บล.ธนชาต แนะ “ซื้อ” BGRIM คาดแนวโน้มกำไรจะฟื้นตัวแข็งแกร่งจาก sparkmargin ของโรงไฟฟ้า SPP ฟื้นตัวขึ้นมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโครงการในมือกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นจะเพิ่มขึ้น 53% เป็น 3.7GW ในปี 2571


บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (13 ก.ค. 2566) โดยมีการปรับประมาณการ EPS ของ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ลงในปี 2566 อยู่ที่ 38% ขณะที่ปี 2567 อยู่ที่ 27% และในปี 2568 อยู่ที่ 41% และปรับราคาเป้าหมาย (ปีฐาน 2566) ลงเหลือ 40 บาท จากเดิม 46 บาท เนื่องจาก 1) ปรับลดสมมติฐานส่วนต่างกำไรของราคาขายไฟฟ้าบนค่าเชื้อเพลิงต่อหน่วย (spark margin) ลง (Exhibit 1) เนื่องจากแม้ราคาก๊าซธรรมชาติ (pool gas) มีแนวโน้มปรับตัวลงอย่างชัดเจน แต่ราคาค่าไฟฟ้าน่าจะถูกปรับลงในอัตราที่เร็วกว่าดาด หลังรัฐบาลยืดเวลาการชำระคืนหนี้ของ EGAT ที่เกิดจากการอุดหนุนค่าไฟฟ้าในปี 2564-2565 ออกไปยาวกว่าคาด

นอกจากนี้ 2) ค่าใช้จ่ายโดยรวมของ BGRIM เพิ่มขึ้นจากระดับที่ต่ำกว่าปกติในช่วงโควิด หลังกลับมาดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจเพื่อหาโอกาสการลงทุนอย่างเต็มที่อีกครั้ง และ 3) การออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิคล้ายทุนทำให้ดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น โดยดอกเบี้ยนี้จะไม่สะท้อนในกำไรสุทธิ แต่มีผลกระทบต่อ EPS

ขณะเดียวกันได้ปรับลดสมมติฐาน spark margin โรงไฟฟ้า SPP เป็น 1.36/1.29/1.24บาท/kWh (จาก 1.41/.49/1.39 บาท) ในปี 2566-2568 ซึ่งยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตราดาพลังงานที่ 1.2 บาท/kWh2017-21) โดยทางฝ่ายวิจัยคาดว่าอัตรากำไรของ SPP จะลดลงสู่ระดับปกติในปี 2569 หลังจากภาระทางการเงินของ EGAT จากการอุดหนุนค่าไฟฟ้าถูกชำระคืนครบถ้วน หลังขึ้นไปแตะระดับสูงสุดถึง 1.5 แสนล้านบาท เมื่อปี 2565 และทยอยลดลงเหลือ 1.38 แสนล้านบาท ในไตรมาส 1/2566 และลดลงเหลือ 1.17 แสนล้านบาท ในไตรมาส 2/2566

อย่างไรก็ดีทางฝ่ายวิจัยยังคงเห็นแนวโน้มกำลังการผลิตของ BGRIM เติบโตต่อเนือง โดยหากพิจารณาเฉพาะโครงการที่มีอยู่ในมือ กำลังการผลิตของ BGRIM (ตามสัดส่วนการถือหุ้น) จะเพิ่มขึ้น 53% เป็น 3.7GW ในปี 2571 จาก 2.4GW ในปัจจุบัน ซึ่งโครงการหลักที่จะหนุนการเติบโตกำลังการผลิต ได้แก่ 1)โรงไฟฟ้า SPP 2 หน่วย (BGPAT 2-3) ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 196 เมกะวัตต์ กำหนดจะ COD ในไตรมาส 4/2566

ส่วน 2) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งรวม 560 เมกะวัตต์ ในเกาหลีใต้ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในช่วงปี 2568-2570 และ 3)โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมรวม 161 เมกะวัตต์ ในไทยจากการประมูลล่าสุด ซึ่งจะทยอย COD ในช่วงปี 2569-2573

ทั้งนี้ แม้ฝ่ายวิจัยจะปรับลดประมาณการกำไรลง แต่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” BGRIM เนื่องจากยังคงชอบแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรที่แข็งแกร่งจาก sparkmargin ของโรงไฟฟ้า SPP ที่จะฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังถูกกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากนโยบายอุดหนุนค่าไฟฟ้าของรัฐบาลในปี 2564- 2565 นอกจากการฟื้นตัวในปีนี้แล้วยังคาดกำไรของ BGRIM จะเติบโตได้ต่อเนื่องจากการขยายกำลังการผลิต โดยคาดการเติบโต EPS เฉลี่ย 3 ปี และ 5 ปีอยู่ที่ 27% และ 26% ตามลำดับ ซึ่งมองว่าเหมาะสมกับค่า PE ที่สูงในปี 2566 ที่ 47 เท่า และในปี 2567 ค่า P/E ที่ 38 เท่า

Back to top button