
“สหรัฐ” เร่งระบายน้ำมันสำรอง 172 ล้านบาร์เรล สกัดราคาพุ่งรับศึกตะวันออกกลาง
"ทรัมป์" เดินหน้าระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉิน 172 ล้านบาร์เรล หวังกดราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลบุกอิหร่าน พร้อมรับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนศึกเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพ.ย.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มดำเนินการระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ โดยเตรียมปล่อยน้ำมันดิบจำนวน 86 ล้านบาร์เรลเข้าสู่ระบบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) รวมทั้งสิ้น 172 ล้านบาร์เรล เพื่อบรรเทาสถานการณ์ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เปิดเผยผ่านแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ (13 มี.ค.) ว่า น้ำมันจากคลังสำรองดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มถูกส่งเข้าสู่ตลาดได้ภายในช่วงปลายสัปดาห์หน้า โดยแผนการระบายน้ำมันในครั้งนี้คาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 4 เดือน นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามร่วมมือกับนานาประเทศในการระบายน้ำมันรวม 400 ล้านบาร์เรล เพื่อกดดันราคาน้ำมันดิบ น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
ปัจจัยหลักที่หนุนให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นนั้น เกิดขึ้นนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากบุกอิหร่าน ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวยังส่งผลให้การขนส่งทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซแทบจะหยุดชะงักลง ทั้งที่เส้นทางยุทธศาสตร์นี้เป็นช่องทางลำเลียงน้ำมันสัดส่วนราวหนึ่งในห้าของปริมาณน้ำมันทั่วโลก ขณะเดียวกัน สถานการณ์ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นยังสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อประธานาธิบดีทรัมป์ ที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพด้านเชื้อเพลิง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้
สำหรับเงื่อนไขของการปล่อยน้ำมันนั้น บริษัทเอกชนที่ทำการยืมน้ำมันจากคลังสำรองจะต้องส่งคืนน้ำมันให้กับกระทรวงพลังงาน พร้อมทั้งปริมาณน้ำมันเพิ่มเติมในฐานะค่าพรีเมียม (Premium) โดยทางกระทรวงฯ กำหนดให้บริษัทต่าง ๆ ต้องยื่นข้อเสนอภายในเวลาไม่เกิน 17.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ ของวันที่ 17 มีนาคม ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้เปิดเผยด้วยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้จัดเตรียมแผนที่จะเติมน้ำมันกลับเข้าสู่คลังสำรองประมาณ 200 ล้านบาร์เรลภายในปีหน้า ซึ่งคิดเป็นปริมาณที่มากกว่าส่วนที่ระบายออกไปประมาณ 20%

