“เอเชีย พลัส” ชู 4 หุ้นพลังงาน รับประโยชน์น้ำมันดิบทรงตัวสูง

บล.เอเซีย พลัส คาดภาพรวมราคาน้ำมันดิบมีโอกาสทรงตัวสูง จากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและทะเลแดงที่ยังมีแนวโน้มบานปลายเป็นวงกว้าง โดยหุ้นที่คาดได้ประโยชน์ คือ PTT- PTTEP-TOP-SPRC ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังมีแรงหนุนเฉพาะตัวของหุ้นบางบริษัทในกลุ่มโรงกลั่น ได้แก่ SPRC- PTTE


บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ (5 ม.ค.67) ว่าแม้วานนี้ราคาน้ำมันดิบ Brent จะมีการปรับตัวลงเล็กน้อย 0.8% อยู่ที่ระดับ 77 ดอลลาร์/บาเรล และน้ำมัน WTI ที่จะมีการปรับตัวลง 0.5% อยู่ที่ระดับ 72 ดอลลาร์/บาเรล หลังจากที่สหรัฐฯ ได้เปิดเผยสต็อกน้ำมันเบนซินและน้ำมันกลั่นที่พุ่งขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว โดย Environmental Impact Assessment (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้น 10.9 ล้านบาร์เรล แตะที่ระดับ 237 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 30 ปี ส่วนสต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 10.1 ล้านบาร์เรล แตะที่ระดับ 125.9 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นของสต็อกน้ำมันเบนซินและน้ำมันกลั่น ที่สะท้อนถึงการชะลอตัวของ Demand ในตลาดน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมราคาน้ำมันดิบมีโอกาสทรงตัวในระดับนี้ต่อไป จากสถานการณ์ตึงเครียดในฝั่งตะวันออกกลางและทะเลแดง ที่ยังมีแนวโน้มบานปลายเป็นวงกว้าง หลังนายซาเลห์ อัล-อารูรี ผู้นำอาวุโสของกลุ่มฮามาสถูกสังหาร หลังจากนั้นจรวดหลายลูกถูกระดมยิงใส่อิสราเอล ซึ่งทำให้สงครามระหว่างอิสราเอลกับนักรบปาเลสไตน์ได้ลุกลามไปถึงเลบานอนและมีโอกาสขยายวงกว้างตลอดเวลา จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม ว่าจะมีความคืบหน้าทางด้านความรุนแรงอีกหรือไม่ และถ้าหากมีอาจเป็นผลทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1-2 สัปดาห์

โดยในส่วนของหุ้นที่คาดการณ์ว่าจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC เป็นต้น

ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังคงมีแรงหนุนเฉพาะตัวของหุ้นในบางบริษัท “กลุ่มโรงกลั่น” อาทิ SPRC และ PTTEP ที่มีรายละเอียดดังนี้ ซึ่งในส่วนของ SPRC นั้นได้ออกประกาศเข้าลงทุนแล้วเสร็จในธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยประกอบด้วยธุรกรรม การเข้าซื้อหุ้น 100% ของบริษัท เชฟรอน ลูบริแคนท์ (ประเทศไทย) จำกัด , การเข้าซื้อหุ้น 9.91% ในบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (Thappline) และ การเข้าลงทุนซื้อหุ้น 49% ในบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ 2 บริษัท เพื่อดำเนินการซื้อที่ดินสำหรับใช้ประกอบธุรกิจผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

โดยเบื้องต้น คาดการณ์ว่าจะช่วยสร้างกำไรให้ SPRC ภายหลังจากหักดอกเบี้ยและภาษีสุทธิที่ราว 0.5-1.0 พันล้านบาท/ปี หรือคิดเป็นมูลค่าเพิ่มที่ราว 0.5-1.0 บาท/หุ้น

ส่วน PTTEP หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยถึงการเตรียมหารือเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา(Overlapping Claims Areas : OCA) กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่มีกำหนดการที่จะเดินทางมาเยือยไทยในวันที่ 7 ก.พ. 67 โดยมูลค่าของโครงการนี้ทางกระทรวงพลังงานได้ประเมินไว้คาดการณ์ว่าจะอยู่ราว 10 ล้านล้านบาท และผลิตได้มากกว่า 20 ปี

ทั้งนี้ หากรัฐบาลประสบความสำเร็จในการเจรจาจะนำมาซึ่งปิโตรเลียม โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก ที่จะสร้างความมั่นคงให้กับทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้ผลิตสำรวจปิโตรเลียมที่จะมีแหล่งลงทุนเพิ่ม อาทิ PTTEP, CHEVRON อีกทั้งยังเป็นผลบวกต่อ โรงแยกก๊าซฯ ผ่าน PTT ที่สามารถมีปริมาณก๊าซฯ มาผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งก็ต้องติดตามผลลัพธ์ การประชุมวันที่ 7 ก.พ. 67 ว่าจะออกมาเช่นไร

Back to top button